Alchemic-world

FMA 102 扉の前 :: In Front of the Gate

posted on 13 Dec 2009 15:37 by palmcj  in Alchemic-world

ก่อนอื่นต้องขอโทษค่ะที่มาลงช้า (มาก)  หลังจากคร่ำครวญเรื่องคุณวัวใจร้ายกับเพื่อนในเอ็มชุดใหญ่ก็งานเข้าค่ะ  เพิ่งจะว่างทำเมื่อคืน (แถมยังเผลอหลับอีก  =___='')

คิดว่าหลาย ๆ คนคงรู้กันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น  ตอนนี้อ่านจบแล้วร้าวรานใจมากค่ะ  คุณวัวทำกันได้ TvT

 

 

Chapter 102   In Front of the Gate -- 扉の前

 

 

รอยพลาดท่าถูกราธจับตรึงกลางวงเวทย์ที่ใช้ในการแปร ธาตุมนุษย์...ในเมื่อไม่ว่าจะข่มขู่อย่างไรรอยก็ไม่ยอมทำตามคำสั่ง  ราธและไพร์ดจึงต้องงัดไม้แข็งที่สุดออกมาใช้


“...จริง ๆ ก็ไม่อยากใช้วิธีนี้หรอกนะ..แต่พวกเราไม่มีทางเลือก..ไม่มีเวลาเหลือแล้ว”
ไพร์ ดบอกกับรอยที่ถูกดาบตรึงมือทั้งสองไว้กลางวงเวทย์  มือเงานับไม่ถ้วนของไพร์ดพันธนาการหมอฟันทองไว้แน่น  ร่างของหมอถูกยกขึ้นเหนือวงเวทย์เพื่อเตรียมการแปรธาตุ


ราธบอก รอยว่าพวกเขาจะบังคับให้รอยแปรธาตุ  รอยยืนกรานปฏิเสธ  ทว่าราธกลับบอกว่าตอนนี้ไม่จำเป็นจะต้องให้รอยแปรธาตุ “ด้วยตัวเอง”  เพราะไพร์ดได้ดูดกลืนหมอฟันทองซึ่งเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุเอาไว้แล้ว...หมอ ฟันทองให้ทั้ง “ความสามารถในการแปรธาตุ” แก่ไพร์ด  และยังเป็นวัตถุดิบในการแปรธาตุมนุษย์อีกด้วย...รอยได้ฟังถึงกับหน้าซีด  เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้าด้วยความตระหนกและคาดไม่ถึง...


ไพร์ ดสั่งให้ราธออกจากวงเวทย์เพราะบัดนี้มือเงาของไพร์ดได้ตรึงแขนขารอยไว้ใน ตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว  ราธทำตามคำสั่งพี่ใหญ่ของตน...ทันทีที่งานใหญ่ลุล่วง  เลือดก็ไหลออกจากมุมปากของราธ...ความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บจากการต่อสู้ ที่หน้าประตูใหญ่ของกองบัญชาการกลางเริ่มปรากฎให้เห็น


“สงสัยจังว่านายจะถูกเอาอะไรไป...”
คำ เยาะเย้ยของโฮมุนคูลัสและเสียงร้องของริซ่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่รอยได้ยิน ...ร่างของชายหนุ่มค่อย ๆ ถูกดึงไปยังหน้าประตูทันทีที่ไพร์ดเริ่มทำการแปรธาตุ...


เมื่อ ปฏิกิริยาอันรุนแรงที่เกิดจากการแปรธาตุมนุษย์สิ้นสุดลง  สิ่งที่เหลืออยู่กลางวงเวทย์มีเพียงก้อนเนื้อทรงกลมรูปร่างอัปลักษณ์ ...ร่างที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้าเป็นหมอฟันทองที่ทำทุกวิถีทางเพื่อบีบ บังคับให้รอยทำตามความต้องการของตน 

 

 

ราธเห็นสีหน้าตระหนกของพวกริซ่าก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง...ตอนนี้ร่างของรอยถูกส่งไปยังห้องของท่านพ่อแล้ว
“แต่ฉันก็การันตีไม่ได้หรอกนะว่า  เขาจะได้พบท่านพ่อด้วยอาการครบ 32”


ราธเงื้อดาบทั้งสองขึ้นพร้อมกับค่อย ๆ เดินเข้าไปประชิดสการ์ ริซ่า เหม่ย และเหล่าคิเมร่า...

“...คิ เมร่า..ชาวต่างชาติ...สุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์ของมัสแตง...ใครกันที่จะถูกจด จำตลอดไปในฐานะผู้ที่โค่นชั้นคนนี้ลงได้..หรือบางที..พวกเธอหมายปองความเป็น อมตะอยู่กันแน่?”


โฮมุนโคลัสแห่งความโกรธอยู่ในท่าพร้อมสู้  แววตาเหี้ยมเกรียมจับจ้องที่คู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้า  แม้ราธที่บาดเจ็บสาหัสจะต้องสู้กับพวกสการ์ตามลำพังแต่ไม่มีความหวั่นไหวใน ดวงตาคู่นั้นเลย   ผู้นำแห่งอเมสทริสไม่เปิดช่องโหว่ให้คู่ต่อสู้แม้แต่น้อย...


เจ ลโซบอกสการ์ว่า  พอเหม่ยพูดว่าท่านพ่ออยู่ในอุโมงค์ชั้นล่างราธก็เอาผ้าปิดตาซ้ายออกทันที ...ราธพยายามทุกวิถีทางไม่ให้พวกตนล่วงล้ำลงไปยังชั้นล่าง...ล่วงล้ำลงไปยัง ห้องของท่านพ่อแล้วขัดขวางแผนการที่ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย...


สการ์รู้ทันทีว่าศูนย์กลางของความหายนะอยู่ใต้ฝ่าเท้าของพวกตนนั่นเอง...
“เจ้านั่นอยู่ข้างล่างนี่!!”

สการ์ใช้วิชาแยกส่วนทำลายพื้นเบื้องหน้าเพื่อลงไปเผชิญหน้ากับท่านพ่อ 

 

 

 

รอยถูกดึงไปยังมิติขาวโพลนกว้างสุดลูกหูลูกตา  ชายหนุ่มยืนตะลึงอยู่หน้าประตูแห่งสัจจะ...ทันใดนั้นรอยก็รู้สึกเหมือนมี อะไรที่น่าพรั่นพรึงอยู่ข้างหลังเขา  ชายหนุ่มค่อย ๆ หันไปมอง...ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพลงด้วยความหวาดหวั่น...  “สัจจะ” ปรากฎตัวขึ้น...สัจจะที่รูปร่างเป็นผู้ใหญ่แสยะยิ้มขณะที่ประตูแห่งสัจจะ เปิดออก  สิ่งที่อยู่หลังประตูคือดวงตาขนาดมหึมา...แขนเรียวยาวยื่นออกจากประตูเข้า หาร่างของรอย มัสแตง...


เมื่อรอยถูกดึงไปยังโลกแห่งสัจจะ  วงเวทย์ที่สลักลงบนเพดานห้องท่านพ่อก็ค่อย ๆ เปิดออก  รอยถูกส่งตัวมาหาท่านพ่อในฐานะเสามนุษย์พร้อม ๆ กับไพร์ด


“ผมพาเสามนุษย์คนที่ห้ามาแล้วนะครับท่านพ่อ”
“เราได้ร่างมาครบห้าคนแล้วก็จริง  แต่ตอนนี้อัลฟอนส์ เอลริค ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”

ท่าน พ่อพูดพลางหันไปยังที่ที่ร่างชุดเกราะของอัลนอนอยู่  เกราะนั้นว่างเปล่าเพราะวิญญาณที่เคยสิงสู่อยู่บัดนี้ถูกดึงไปยังอีกที่ หนึ่ง... 

 

 

 

“พันเอก!!”  เอ็ดวิ่งเข้าไปหารอย  เด็กหนุ่มประหลาดใจที่อยู่ ๆ รอยก็ปรากฎตัวขึ้นในห้องท่านพ่อเช่นเดียวกับตน

เอ็ด ถามรอยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่  รอยตอบว่าเขาถูกดึงตัวไปยังโลกสีขาวโพลนที่มีประตูตั้งตระหง่านอยู่  เอ็ดรู้ทันทีว่านั่นคือโลกแห่งสัจจะและรอยจะต้องสังเวยอวัยวะบางส่วนเป็น ค่าผ่านทาง

“...ทำอะไรน่ะ...นายอยู่ข้าง ๆ ฉันหรือเปล่าเจ้าเหล็กไหล...ที่นี่มืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย  พวกเราอยู่ไหนกันแน่  นายมองเห็นแสงบ้างหรือเปล่า...”

เอ็ดอึ้ง  ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน...เด็กหนุ่มรู้แล้วว่ารอยต้องจ่ายอะไรเป็น ค่าผ่านทาง...เอ็ดช็อกจนพูดอะไรไม่ออก  ความเงียบอันน่าอึดอัดทำให้รอยตระหนักว่าในที่นี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่มอง ไม่เห็น...

นักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปกับการแปรธาตมนุษย์ที่เขาไม่ต้องการแม้แต่น้อย...

“ฉัน...มองไม่เห็น...”

รอยค่อย ๆ พยุงตัวขึ้น  ชายหนุ่มเดินโซเซอย่างไร้จุดหมายแล้วสะดุดท่อล้มลงอย่างแรงเพราะมองอะไรไม่เห็น...

“ไม่นะ...”  เอ็ดร้องออกมาขณะที่รอยที่ช็อกสุดขีดล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้น...
“นายตาบอดงั้นหรือ...ยอดไปเลย...ในบรรดานักแปรธาตุที่อยู่ที่นี่ความสามารถของนายเป็นปัญหามากที่สุด...”
ไพร์ดยิ้มอย่างลิงโลดที่การที่พวกตนทำงานได้ง่ายขึ้นจากการที่รอยสูญเสียการมองเห็น...


“...ตอนนี้..จงลิ้มรสความทุกข์ทรมานซะ..”


“...สัจจะ นั้นโหดร้าย...พี่น้องที่ละทิ้งเหตุผลทั้งปวงเพื่อชุบชีวิตให้แม่อันเป็นที่ รัก...เพียงเพื่อจะได้สัมผัสความอบอุ่นอีกครั้ง..คนหนึ่งสูญเสียขาที่ใช้ยืน หยัดและครอบครัวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียว...ส่วนอีกคนหนึ่งไม่สามารถสัมผัส ความอบอุ่นที่โหยหามาตลอดได้อีกต่อไป...”

“...ผู้หญิงที่พยายามนำลูกที่ตายไปกลับมา...สิ่งที่ได้กลับเป็นเพียงร่างกายที่ไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้อีก...”

“...ชายผู้มีวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่...คนที่ปรารถนาจะปกป้องประเทศของเขา..จะไม่สามารถเห็นอนาคตของประเทศอันเป็นที่รักไปตลอดกาล...”

...ทุก คนได้รับการลงโทษที่สาสม...การลงโทษที่พรากเอาความทะนง...ความภาคภูมิไป ...นั่นแหละคือสิ่งที่มนุษย์อย่างพวกแกยกย่องบูชาว่าเป็นพระเจ้า..สิ่งที่ เรียกว่า “สัจจะ”... 

 

 

 

แรงระเบิดจากวิชาของสการ์ทำให้พื้นห้องหายวับไปเป็น บริเวณกว้าง  เหล่าคิเมร่าถือโอกาสที่ฝุ่นจากการระเบิดบดบังการมองเห็นของราธหนีไปยัง ชั้นล่างเพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายของท่านพ่อ


ทันใดนั้นราธก็ สัมผัสจิตสังหารอันรุนแรงได้จากด้านหลัง...สการ์ที่ใช้ฝุ่นพรางตัวพุ่งเข้า หาราธอย่างรวดเร็วหมายเอาชีวิต  ทว่าราธหลบการโจมตีของสการ์ได้  ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด...


“หืมมม...คู่ต่อสู้คนสุดท้ายของฉันคือชายผู้ที่มีพลังแห่งการทำลายสินะ...”
ราธถามชื่อจริงของสการ์...ชาวอิชวาลที่แข็งแกร่งพอจะต่อกรกับตน...ชายที่อาจเป็นคู่ต่อสู้คนสุดท้ายในชีวิต


“ฉันไม่มีชื่อ..ชื่อน่ะทิ้งไปนานแล้ว”
“งั้นหรือ...น่าขันนะเพราะฉันก็ไม่รู้ชื่อจริงของตัวเองเหมือนกัน...การดวลเอาชีวิตระหว่างบุรุษไร้นามสองคน...น่าสนุกดีนี่!!”


รา ธเงื้อดาบขึ้นทั้งสองเล่ม  ในขณะที่สการ์ตั้งการ์ดอย่างระแวดระวัง  ทั้งสองต่างไม่เปิดช่องโหว่ให้อีกฝ่าย...การต่อสู้เอาชีวิตระหว่างผู้นำอเม สทริสและชาวอิชวาลผู้รอดชีวิตกำลังจะเปิดฉากขึ้น...สการ์ต้องพยายามถ่วงเวลา ให้ได้นานที่สุดเพื่อพรรคพวกที่ล่วงหน้าไปหยุดยั้งท่านพ่อ 

 

 

 

ในที่สุดพวกเหม่ยก็หาห้องของท่านพ่อจนพบ  ถึงแม้รูปลักษณ์ของท่านพ่อที่อยู่เบื้องหน้าจะเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม  แต่เหม่ยก็สัมผัสได้ว่าท่านพ่อคือคนเดียวกับท่านพอที่ตนเคยพบ...ท่านพ่อผู้ นำของโฮมุนคูลัสที่ไม่แก่ไม่ตาย...

เหม่ยถามถึงอัลด้วยความเป็นห่วงเมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มหมดสติไป
“ท่านอัลฟอนส์...ท่านอัลฟอนส์...ตื่นสิท่านอัลฟอนส์!!”


วิญญาณของอัลถูกดึงไปยังหน้าประตูแห่งสัจจะ  วิญญาณของเด็กหนุ่มยืนเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งที่เฝ้าไขว่คว้ามาแสนนาน

ร่างผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของอัลฟอนส์ เอลริคนั่งอยู่หน้าประตูแห่งสัจจะส่งยิ้มให้วิญญาณของตนอย่างอ่อนโยน

“ร่างกาย...ร่าง...ของฉัน”
อัล เสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น  วิญญาณของเด็กหนุ่มเดินเข้าหาร่างที่ถูกพรากไปแสนนานอย่างช้า ๆ แล้วทรุดลงตรงหน้าร่างนั้น  อัลยื่นมือทั้งสองไปยังร่างของตน

“...ฉันรอวันนี้มานานแล้ว...”
ร่างนั้นยิ้มแล้วยื่นมือไปหาวิญญาณของเขา  ในที่สุดอัลก็จะได้ร่างเนื้อที่สัมผัสถึงความอบอุ่นได้ของตนคืนมา 

 

 

 

ทว่าอัลกลับลังเล  เด็กหนุ่มคว้าข้มมือผอมกะหร่องของร่างเนื้อแล้วฉุดให้ยืนขึ้น

“ทำไม แขนฉันผอมอย่างนี้  ตัวฉันเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก...เหมือนกับตัวฉันไม่เคยแม้กระทั่งลุกขึ้น ยืน...ทำไม...ฉันจะสู้ในร่างแบบนั้นได้อย่างไร!!”

อัลผิดหวังอย่าง รุนแรงที่ร่างของเขานั้นดูอ่อนแอเหลือเกิน  เด็กหนุ่มรู้ดีว่าหากกลับไปหาทุกคนในร่างนั้นตัวเองไม่เพียงจะช่วยต่อสู้ ไม่ได้  ยังกลายเป็นตัวถ่วงคนอื่นอีกด้วย  

“เธอไม่อยากได้ร่างคืนเหรอ”
ร่างเนื้อของอัลถามด้วยความสงสัย

“อยาก สิ!!  แน่นอนอยู่แล้ว...ไม่ว่ากี่ปีต่อกี่ปี..ฉันเฝ้ารอเวลาที่จะได้คืนร่างเดิม มาตลอด...แต่...แต่ว่า...ตอนนี้ฉันจะกลับไปในร่างนั้นไม่ได้...”

ร่างเนื้อของอัลจึงถามวิญญาณของเด็กหนุ่มว่าเขาต้องการกลับไปทั้ง ๆ ยังอยู่ในร่างเกราะหรือ...แล้วประตูแห่งสัจจะก็ค่อย ๆ เปิดออก... 

 

 

 

“ถ้าเธอต้องการฉันก็จะไม่ห้าม...”
แขนเล็ก ๆ จำนวนมากยื่นออกมาจากอีกฟากของประตู  อัลวิ่งเข้าไปยังบานประตูที่เปิดออก...ตัดใจจากร่างเนื้อที่ปรารถนามาแสน นานเพื่อกลับไปช่วยคนอื่นต่อสู้ในศึกรั้งสุดท้าย

“ขอโทษนะ...แต่ฉันจะกลับมา...ช่วยรออีกนิด...ฉันสัญญาว่าจะกลับมาแน่ ๆ...ฉันสัญญา..”
อัลหายไปในประตูแห่งสัจจะ  ทิ้งร่างของตนไว้เบื้องหลัง.. 

 

 

 

“ยอมสละร่างที่เฝ้าตามหามาแรมปีเพื่อคนอื่น...วิญญาณอันแสนสูงส่งของฉัน...ฉันภูมิใจที่ได้เป็นภาชนะของวิญญาณอย่างเธอ...แต่ว่า...”
“...การกลับมาของเธออาจมีแต่ความสูญเสียและหายนะ...อัลฟอนส์...”

“อัล...อัล!!...”
เอ็ดร้องเรียกน้องชายอย่างดีใจที่ในที่สุดอัลก็ได้สติ

อัลยังสับสนว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่  เด็กหนุ่มในร่างชุดเกราะมองไปรอบ ๆ ก็พบกับไพร์ดและท่านพ่อในร่างเงาที่ไม่คุ้นตา

ดวง ตาบนใบหน้านั้นเบิกโพลงด้วยความลิงโลด  ปากกว้างแสยะยิ้ม...ในที่สุดวินาทีที่ท่านพ่อรอคอยมานานก็มาถึง...วินาที ที่แผนการขั้นสุดท้ายจะลุล่วง...วินาทีที่ได้เสามนุษย์ครบห้าคน

“มาแล้วสินะ...เสามนุษย์คนที่ห้า”

เอ็ด เวิร์ด...อัลฟอนส์...โฮเอนไฮม์...อิสึมิ...รอย  ในที่สุดท่านพ่อก็รวบรวมเสามนุษย์ได้ครบทั้งห้าคน...แผนการที่จะหายนะมาสู่ อเมสทริสมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว...!! 

 

 

 

เปิดตอนค่ะ

 

 

 

ปก กังกัง

 

 

 

ตอนนี้อ่านแล้ว... TT___TT  กับป๋าจริง ๆ ...เหตุผลที่อวัยวะต่าง ๆ ถูกเอาไปอ่านแล้วสะอึก..สัจจะของคุณวัวโหดร้ายสุด ๆ

อัลพระเอกมากมายค่ะตอนนี้  ก็ลุ้นให้ในที่สุดอัลคุงได้ร่างคืน ฮืออออ

 

แอบกระซิบนิดว่าตอนนี้เผลอพิมพ์ อัล เป็น อัลฟ์ ไปเยอะมาก  ตอนตรวจต้องมานั่งแก้ ก๊ากกกกก

สงสัยวาดรูปเบย์เอย์พอดีเลยเกิดอาการโมเอค้าง เง้อ  =____=;;

 

รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองพิมพ์ออกมาสั้น ๆ แปลก ๆ  แถมยังเศร้าอีก  T3T

ก่อนเสกนตัวเต็มออกยังพูดกับเพื่อนเลยว่าสงสัยคุณวัวเป็นซึนเดเล่ถึงได้ชอบแกล้งป๋า  แต่คราวนี้เหมือนจะซึนแรงไปหน่อยนะคะคุณวัว

 

ตอนนี้ก็ได้แต่ลุ้นค่ะว่าพวกเอ็ดจะสู้กับท่านพ่อยังไง  ต้องรออีกเดือนเชียวนะนี่

บายค่า  >3<)/~~

FMA 101 The Fifth Human Sacrifice

posted on 13 Nov 2009 03:42 by palmcj  in Alchemic-world

ตอนนี้รี ๆ รอ ๆ อยู่นานค่ะกว่าจะเริ่มทำทั้ง ๆ ที่แปลออกมาเร็วมาก  (แต่คนแปลที่แปลประจำทั้งสองเจ้าไม่มาลงสักที  เราเองก็รอไม่ไหวเลยแปลเลยละกัน <-- ปกติเวลาแปลจะใช้ของคนแปล ENG สองคนเทียบกันค่ะ  ไม่รู้ทำไมสินะ  ^^;)

ตอนนี้คงถูกใจแฟน royai ค่ะ  หลังจากที่ลุ้นอยู่ตั้งเดือนว่าผู้กองของเราจะรอดมั๊ย  ไม่ได้คิดถึงคนที่จะมาช่วยมาก่อนเลย  จะว่าไปทุกคนก็อยู่ในกองบัญชาการเหมือนกันนี่นะ...

 

 

Chapter 101 The Fifth Human Sacrifice

 

ลึกลงไปยังทางน้ำใต้ดินของเซ็นทรัล  คิง แบรดเล่ย์ หรือ "ราธ"...โฮมุนคูลัสแห่งโทสะ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับฝูและบัคคาเนียร์จนร่วงลงไปทางน้ำรอบป้อม ปราการของกองบัญชาการเซ็นทรัล...ปรากฎตัวขึ้น  แม้ฝูและบัคคาเนียร์จะสละชีวิตของตนเองจนสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ราธได้ ก็ตาม  แต่ราธยังคงรอดชีวิตราวกับเป็นอมตะ  ราธผยุงร่างตัวเองขึ้นมาจากน้ำ  สายตาครุ่นคิดและดุดันของผู้นำแห่งอเมสทริสทอดไปยังทางเดินเบื้องหน้า...


การ หายตัวไปอย่างลึกลับต่อหน้าต่อตาเพื่อนพ้องของอิสึมิสร้างความตื่นตะลึงให้ กับพวกโอลิเวียร์เป็นอย่างมาก  ในขณะที่ซิกผู้เป็นสามีร้องหาอิสึมิแต่ก็ไม่มีคำตอบ  อิสึมิถูกดึงตัวไปยังประตูแห่งสัจจะเสียแล้ว...


เพราะอยู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น  โอลิเวียร์จึงให้ทหารใต้บังคับบัญชาติดต่อกับหน่วยที่อยู่ที่กองบัญชาการ กลางเพื่อติดตามสถานการณ์  หญิงสาวเห็นซิกหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนก จึงถามอเล็กซ์ว่าพอจะรู้บ้างไหมว่าเกิดอะไรขึ้น  อเล็กซ์ตอบว่าพี่น้องเอลริคเคยบอกเขาว่า  เมื่อทำการแปรธาตุมนุษย์  พวกเขาก็ถูกมือสีดำดึงเข้าไปยังประตูแห่งสัจจะ  โอลิเวียร์สงสัยว่าประตูแห่งสัจจะคืออะไร  แต่อเล็กซ์ไม่สามารถตอบคำถามพี่สาวได้  เพราะเอ็ดและอัลไม่ได้เล่าอะไรมากไปกว่านั้น...


ลูกน้องของโอลิ เวียร์รายงานว่า  สถานการณ์ทางศูนย์บัญชาการกลางยังไม่เปลี่ยนแปลง  ทว่าบัคคาเนียร์และพวกได้เสียชีวิตจากการต่อสู้กับคิง แบรดเล่ย์ เสียแล้ว  บัคคาเนียร์และฝูที่สู้จนตัวตายได้ฝากรอยแผลฉกรรจ์ไว้บนร่างของแบรดเล่ย์ ที่ร่วงลงไปยังคลองเบื้องล่าง  ทันทีที่รู้ข่าวการจากไปของมือขวาคนสนิท  ดวงตาที่มักสงบและเย็นชาของโอลิเวียร์ก็เบิกโพลงด้วยความตกใจและใจหายที่ สูญเสียผู้ใต้บังคับบัญชาคนสำคัญไป  นายพลสาวถามถึงสถานการณ์ที่ประตูหลัก  ลูกน้องตอบว่ากองทัพบริกส์ปกป้องชัยภูมิที่ประตูหลักของศูนย์บัญชาการกลาง ไว้ได้และตอนนี้กรีดก็ได้เข้าร่วมกับพวกตนและช่วยจัดทัพอยู่ที่ป้อม


"...อย่างที่ท่านสั่งเอาไว้...ประตูยังคงปิดอยู่  กัปตันบัคคาเนียร์ได้จบชีวิตลงด้วยรอยยิ้ม..."

"งั้น เหรอ...บัคคาเนียร์จากไปพร้อมกับรอยยิ้ม...ฉะนั้นพวกเราเองก็ไม่ควรหลั่ง น้ำตา  พวกเราต้องเดินหน้าต่อไป...ไปกันเถอะซิก  เราต้องตามหาภรรยาของคุณด้วย"

โอลิเวียร์นำทหารของตน อเล็กซ์ และซิก เดินทางต่อไปตามแผน...ทิ้งความเศร้าโศกเสียใจไว้เบื้องหลัง...

 

 

 

"ร้อยโท!!...ร้อยโทอดทนไว้นะ...ได้ยินเสียงชั้นรึเปล่า...ตอบหน่อยสิ..ร้อยโท!!"

รอย ตะโกนเรียกริซ่าที่ล้มลงเพราะแผลฉกรรจ์ที่คอสุดเสียง  ชายหนุ่มพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการเพื่อเข้าไปหาหญิงสาว  เพื่อเข้าไปจัดการกับศัตรูที่ใช้วิธีสกปรกบีบคั้นเขาถึงเพียงนี้  ทว่าทหารสองคนที่ล็อกตัวรอยไว้นั้นมีเรี่ยวแรงมากเสียจนเขาไม่สามารถทำตาม ที่ใจต้องการได้...


"ว่าไง...ตัดสินใจได้หรือยังมัสแตงคุง"
หมอ ฟันทองยิ้มเยาะรอยเพราะมั่นใจว่าสุดท้ายรอยต้องตกลงแปรธาตุมนุษย์เพื่อช่วย ริซ่าแน่ ๆ ...รอยยิ้มและคำพูดบาดหูของหมอวิปลาสยิ่งเติมเชื้อไฟให้รอยโกรธเกรี้ยวยิ่ง ขึ้น  ทว่าชายหนุ่มก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามร้องเรียกริซ่าให้หญิงสาวประคองสติ ไว้ให้ได้นานที่สุด  ในขณะที่ทหารของหมอฟันทองลากริซ่าไปอยู่กลางวงแหวนเวทย์ที่เตรียมไว้สำหรับ แปรธาตุมนุษย์


"เอาล่ะ...เรามาแปรธาตุมนุษย์กันตอนนี้เลยเป็นไง ...เธอจะชุบชีวิตใครล่ะ...ครอบครัว..เพื่อน..คนรัก...หรือถ้าผู้หญิงคนนี้ กำลังจะตาย  เธอจะแปรธาตุช่วยชีวิตหล่อนก็ได้.."


"ฉัน...ไม่ตายหรอก...ฉัน...ได้รับคำสั่งให้ห้ามตาย...รู้รึเปล่า..."
ริซ่ารวบรวมกำลังเท่าที่มีอยู่พูดขัดจังหวะขึ้นมา  หญิงสาวจ้องหน้าและยิ้มให้หมอฟันทองอย่างท้าทาย  ทว่าหมอฟันทองกลับไม่สนใจพร้อมตอกกลับว่า  หากริซ่ามีร่างกายที่เอาชนะความตายได้  ริซ่าก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนมนุษย์ทั่ว ๆ ไปหรอก...


"จะ เอายังไงล่ะมัสแตงคุง..?...ผู้หญิงคนสำคัญของเธอกำลังจะตายอยู่แล้วนะ...ถ้า ขืนปล่อยไว้อย่างนี้ละก็เธอคงจะเสียเลือดจนตายแน่ ๆ...แต่ว่า  ฉันเป็นหมอที่รู้วิชาแปรธาตุ  แถมฉันยังมีศิลานักปราชญ์ด้วย...เธอคิดว่าควรจะทำยังไงดีล่ะ...โอ... ผู้หญิงคนนี้นิ่งไปแล้ว  สงสัยจังว่าจะตายหรือยัง.."

 

 

 

หมอฟันทองแสยะยิ้มเหมือนคนวิปลาส  รอยแค้นที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย  ชายหนุ่มขบกรามแน่นดวงตาเพิกโพลงด้วยโทสะ  ทว่าริซ่ายังคงยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องช่วยเธอด้วยวิธีนั้น  หญิงสาวจ้องหน้ารอยพร้อมส่งสายตาเป็นสัญญาณ  ทันทีที่รอยเห็นก็เข้าใจว่าริซ่าต้องการพูดอะไรกับเขา  สการ์เองก็มองไปที่รอยเช่นกัน  สายตาของรอยเยือกเย็นลง...ในที่สุดนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีก็ตัดสินใจได้...

"เข้าใจแล้ว...ฉันเข้าใจแล้วร้อยโท...ฉันน่ะจะไม่แปรธาตุมนุษย์"

หมอ ฟันทองถึงกับอ้าปากค้าง  ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน  ทว่าหมอก็ยังไม่ละความพยายามที่จะโน้มน้าวให้รอยแปรธาตุเพื่อเปิดประตูตาม แผน  

"อย่าบอกนะว่าจะทิ้งให้เธอตาย...ช่างโหดร้ายซะจริง"
"ทอดทิ้ง..?..ชั้นไม่อยากให้คนที่ทิ้งคนอดีตผู้เข้าชิงตำแหน่งผบ.สูงสุดพวกนี้เหมือนเบี้ยมาว่าหรอกนะ"

ริซ่าเตือนสติจนรอยกลับมาเยือกเย็นเหมือนเดิมได้สำเร็จ  

หมอ ฟันทองบอกรอยว่า  ทหารเหล่านี้เดิมทีก็เหมือนตายไปแล้วหลังจากถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง  เขาเป็นคนให้ทั้งการศึกษาชั้นหนึ่ง  ทั้งเป้าหมายในชีวิต
"...พวกนั้นควรจะขอบคุณฉันมากกว่านะ.."

"นี่แหละคือเหตุผลที่แกจะแพ้ภัยตัวเอง"
รอยพูดขึ้นอย่างเหลืออดกับความคิดเอาแต่ได้ของอีกฝ่าย 

 

 

 

ทันใดนั้นเองร่างของหมอฟันทองก็หายวับไป  ไม่กี่อึดใจต่อมา  ขวดใส่ศิลานักปราชญ์ที่หมอถืออยู่ก็ร่วงลงมาจากบนเพดาน  เจลโซที่แปลงร่างเป็นคางคกซุ่มดูการสนทนาระหว่างรอยกับหมอฟันทองอยู่ที่ นั่น  คำพูดเห็นแก่ตัวของหมอกระตุ้นความโกรธแค้นที่อยู่ในตัวคิเมร่าคางคกให้ปะทุ ขึ้น  เจลโซตวัดลิ้นยาวและแข็งแรงพันรอบคอหมอวิปลาสอย่างรวดเร็วและดึงร่างนั้น ขึ้นมาประชิดตัว  

"...แกพูดว่าสำนึกบุญคุณงั้นเหรอ...แต่ในเวลาแบบ นี้ร่างนี้ก็สะดวกดีจริง ๆ นั่นแหละ...ที่ฉันทำอะไรแบบนี้ได้ก็ต้องขอบคุณผู้สร้างอย่างแกสินะ....บอก ตรง ๆ ว่าฉันอยากจะฆ่าคนอย่างแกจริง ๆ"

ลิ้นเหนียว ๆ รัดคอหมอฟันทองแน่นขึ้นทุกที ๆ จนหมอเริ่มต่อรองว่าเขาเป็นหมอคนเดียวที่อยู่ที่นั่น  ถ้าฆ่าเขาก็จะไม่มีใครช่วยชีวิตริซ่าได้  แต่เจลโซไม่สนใจแม้แต่น้อย  ลิ้นของคิเมร่าคางคกยังรัดคอเหยื่อเอาไว้แน่น

ในขณะที่สถานการณ์เริ่มพลิกผันเพราะหมอที่เป็นผู้สั่งการถูกจับตัวไว้ได้  ซันปาโน่คิเมร่าหมูป่า  เหม่ย และเสี่ยวเหมยก็ปรากฏตัวขึ้น  ซันปาโน่ยิงหนามเข้าใส่กองทหารของหมอวิปลาสอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว  เช่นเดียวกับเหม่ยที่ระดมปามีดบินเข้าใส่ศัตรูทำให้รอยและสการ์ได้โอกาส จัดการกับทหารที่คุมตัวตัวเองไว้และหนีออกมาได้สำเร็จ

ทันทีที่หลุด ออกจากพันธนาการ  รอยก็พุ่งเข้าหาศิลานักปราชญ์  ทว่าทหารของหมอนั้นรักษาหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีจึงคอยขัดขวางไม่ให้รอยได้ ศิลานักปราชญ์และคอยขวางไม่ให้เข้าไปช่วยริซ่าได้  ขณะที่รอยกำลังต่อสู้กับเหล่าทหารอย่างเอาเป็นเอาตาย  ดาริอุสก็เข้ามาช่วยจัดการศัตรู...เปิดทางให้รอยเข้าไปช่วยริซ่าได้สำเร็จ  แม้ว่าพวกดาริอุสไม่เคยเจอรอยมาก่อนแต่ก็เต็มใจช่วยอย่างสุดกำลังหลังจาก ได้ยินเรื่องทั้งหมดจากชั้นบนของอุโมงค์


เหม่ยเห็นขวดศิลานัก ปราชญ์...สิ่งที่ตามหามานาน..กลิ้งอยู่บนพื้น  ทว่าเหม่ยไม่อาจนิ่งดูดายกับริซ่าที่กำลังอยู่ในห้วงแห่งความเป็นความตาย ได้  เด็กสาวจึงตัดใจมาช่วยริซ่าก่อน...ทิ้งให้สิ่งล้ำค่าที่สามารถพลิกชะตาของ ตระกูลตนได้ให้หลุดมือไป

 

 

 

เหม่ยใช้เลือดวาดวงเวทย์อย่างรวดเร็วแล้วใช้วิชา เหลียนตันหยุดเลือดของริซ่า  หญิงสาวจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด  รอยกอดริซ่าแน่น  ทั้งโล่งใจที่ริซ่าไม่จากเขาไป ทั้งซาบซึ้งใจที่เหม่ยมาช่วย  และรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถปกป้องหญิงสาวได้

"ฉันขอโทษ...ขอบใจนะ.."

ริซ่าพยายามจะตอบรอยแต่รอยบอกให้หญิงสาวพักเงียบ ๆ ด้วยความเป็นห่วง  ริซ่ายิ้ม...โล่งใจที่รอยเข้าใจ "สัญญาณ" ที่เธอส่งสายตาบอกเป็นอย่างดี...

"...ก็พวกเราร่วมงานกันมาตั้งนานนี่นะ..."
"...แล้วก็...สัญญาณของเธอมันฟ้องว่า  เธออยากจะพูดว่า "ถ้าผู้พันแปรธาตุมนุษย์  ฉันจะยิงให้ตายเลย" ใช่มั๊ยล่ะ"
ริ ซ่ายิ้ม  รอยเห็นริซ่าปลอดภัยก็คลายกังวลลง  ผู้พันหนุ่มหันไปขอบคุณพวกเหม่ยที่มาช่วยตนเอาไว้  เหม่ยเห็นศิลานักปราชญ์ตกอยู่ข้าง ๆ ศพทหาร  เด็กสาวตั้งใจจะเข้าไปเก็บ  ทว่าแบรดเล่ย์กลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

คิง แบรดเล่ย์ก้มลงเก็บศิลานักปราชญ์  เหม่ยได้แต่ยืนมองตัวแข็งทื่อเพราะเด็กสาวสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่น่ากลัวในตัวแบรดเล่ย์


"ฉันคิดว่ามนุษย์อย่างพวกเธอจะแปรธาตุมนุษย์เพื่อช่วยคนสำคัญที่กำลังจะตายตรงหน้าโดยไม่ลังเลเลยเสียอีก.."

ราธผิดคาดที่รอยไม่เดินไปตามหมากที่ได้วางเอาไว้

ไเมื่อก่อนฉันก็อาจจะเป็นแบบนั้น ....แต่ฉันในตอนนี้มีทั้งคนที่คอยห้ามปราม  และคนที่คอยชี้ทางที่ถูกต้องให้..."
รอย ตอบแบรดเลย์  ในใจคิดถึงริซ่าที่คอยหยุดเขาไว้ทุกครั้งที่กำลังจะเลือกเดินในทางที่ผิด  และสการ์ที่แม้จะเคยเป็นศัตรูแต่ก็ตัดสินใจลืมความแค้นที่ผ่านมาแล้วร่วม กับตนหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายของพวกโฮมุนคูลัส

"ทั้ง ๆ ที่ฉันคิดมาตลอดว่าพวกมนุษย์น่ะไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย  แต่ก็ยังมีคนอย่างเธอที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้....จริง ๆ นะ...เวลาพวกมนุษย์ไม่ทำตามที่ฉันต้องการ  มันทำให้ฉันโกรธแทบคลั่ง"

ราธยิ้ม  ทว่าไม่ใช่รอยยิ้มแบบคนอารมณ์ดีที่รอยคุ้นเคย  หากแต่เป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของโฮมุนคูลัสแห่งโทสะที่กำลังโกรธเพราะรอย ไม่เดินตามเกมที่วางเอาไว้

เหม่ยก้มหน้ามองพื้นด้วยสีหน้าตื่นตระหนก  สการ์จึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น  เหม่ยตอบว่าที่ใต้ที่ที่พวกเขายืนอยู่มีอะไรบางอย่างที่น่าขนพองสยองเกล้า กำลังเคลื่อนไหว... 

 

 

 

ขณะเดียวกันบนเพดาน  หมอฟันทองพยายามดิ้นสุดแรงเพื่อหนีจากเจลโซแต่ก็ไม่เป็นผล  เจลโซบอกให้หมอเลิกล้มความคิดที่จะลงไปช่วยราธเสีย...

ทัน ใดนั้นเอง  เลือดปริมาณมากก็ไหลพรูลงมาจากบนเพดาน  พวกรอยหันไปดูด้วยความตกใจ....ร่างของเจลโซร่วงลงมาจากที่ซ่อน  เลือดสีแดงฉานไหลออกจากปากแผลที่เหมือนถูกดาบยักษ์คมกริบเสียบจนพรุนไปทั้ง ตัว

"หนี....ไป...."
เจลโซที่บาดเจ็บสาหัสบอกให้ทุกคนหนีจากปีศาจร้ายที่เล่นงานตนโดยไม่รู้ตัว
ดาริอุสเองก็สัมผัสได้ว่าอะไรบางอย่างที่น่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามา  เขาจึงสั่งให้ซันปาโน่พาเจลโซหนีไปด้วยกัน

ทว่าสายไปเสียแล้ว  เงาสีดำทะมึนพร้อมปากและตาขนาดใหญ่ค่อย  ๆไหลลงมาจากเพดานพร้อม ๆ กับร่างของเซริม แบรดเล่ย์ 

 

 

 

ทันทีที่ไพร์ดปรากฏตัวขึ้น  ราธก็คว้าดาบที่ตกอยู่ที่พื้นแล้วพุ่งเข้าโจมตีรอย  รอยสั่งให้ดาริอุสดูแลริซ่าส่วนเขาใช้วิชาแปรธาตุสร้างประกายไฟจู่โจมแบรด เล่ย์  แต่แรงระเบิดจากประกายไฟของรอยไม่สามารถหยุดยั้งแบรดเล่ย์ได้  โฮมุนคูลัสแห่งโทสะกระโจนขึ้นคร่อมรอย  กระบี่ทั้งสองเล่มที่ถืออยู่ในมือปักตรึงมือทั้งสองข้างของผู้พันหนุ่มกับ พื้น  ริซ่าร้องเรียกรอยด้วยความเป็นห่วง

หมอฟันทองเอ่ยปากชมแบรด เล่ย์ว่าสมกับเป็นคนที่เขาเลี้ยงดูมากับมือ  ทว่าความลิงโลดนั้นก็อยู่ได้เพียงอึดใจ...ไพร์ดใช้เงาแหลมคมของตนเสียบเข้า กลางลำตัวของหมอฟันทอง  เงานั้นทะลุออกจากปากแผลแล้วค่อย ๆ พันรอบตัวเหยื่อจนทั้งร่างของหมอวิปลาสถูกคลุมด้วยเงาสีดำ  ไพร์ดยกร่างของเหยื่อขึ้นเหนือตำแหน่งของรอยและแบรดเล่ย์พอดี 

 

 

 

รอยถูกตรึงอยู่กลางวงแหวนเวทย์ห้าแฉก  เหนือร่างของเขาคือราธและร่างไร้วิญญาณของหมอฟันทอง  เงาของไพร์ดบัดนี้เปลี่ยนร่างเป็นรูปวงแหวนทำหน้าที่ต่างวงเวทย์ชั้นนอกสุด  ในเงานั้นมีดวงตาห้าดวง  แต่ละดวงอยู่ในตำแหน่งมุมของรูปห้าเหลี่ยมในวงเวทย์พอดี

"นี่เป็นคนที่ห้า...เสามนุษย์ต้นสุดท้าย..."

สิ้นคำของไพร์ดและราธก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นอย่างรุนแรง  รอยถูกดึงตัวไปเช่นเดียวกับเอ็ด อัล และอิสึมิ ในฐานะเสามนุษย์

กลาง เมืองเซ็นทรัลผู้คนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ  หากแต่สุนัขในเมืองต่างเห่ากันระงมจะทุกคนแปลกใจ...สุริยคราสกำลังจะเริ่ม ขึ้นแล้ว  เช่นเดียวกับแผนขั้นสุดท้ายของโฮมุนคูลัสที่จะนำหายนะมาสู่อเมสทริส... 

 

 

 

จบได้ร้าวรานอีกแล้วค่ะตอนนี้ T____T

เปิดตอนค่ะ
คราวนี้ปรับรูปเองเพราะไม่เห็นหน้าคู่แบบ raw ที่แต่งแล้วเลยอะ (หรือเราพลาดอะไรไป  =___=;)...ฉะนั้นอาจจะดูบุ่ย ๆ หน่อยนะคะ ^^; 

 

 

 

ปกกังกังค่ะ

 

 

คุยเล่นนิด...(ข้ามไปเลยก็ได้นะคะ ^^;)

ตอนนี้เป็นตอนที่รอยเอ็ด  เอ้ย..ร้อยเอ็ด  ก็คงใกล้ต้องบอกลาฮากาเร็นเต็มทีแล้ว  ต่อไปคงคิดถึงถั่วน้อยกับผู้พันลูกชิ้นแย่เลยค่ะ >____<;

 

พูดถึงรอยเอ็ด...อาทิตย์ก่อนไปงานคอสที่ CTW นัดกับแตงเอาไว้ว่าจะเอารองเท้าไปให้  แล้วก็นัดเอาการ์ตูนจากน้องโคจิด้วย (ส่วนน้องจูนนั้นไม่คิดว่าจะเจอ  ดีใจมากที่ได้เจอ  แถมน้องจูนยังใจดีเอาโดเบย์เอย์มาให้บูชา ๆ อีก XD) ...พอดีทั้งเรา แตง แล้วก็โคจิเป็นแฟนฮากาเร็น  คุยไปคุยมาก็พูดถึงเรื่องโด  เราก็เปรย ๆ ขึ้นมาว่าแทบไม่เคยโหลดโดฮากาเร็นมาอ่านเลย  เพราะเรื่องนี้เชียร์นอร์มอล  แตงกับน้องโคจิถึงกับงงแล้วบอกว่าไม่น่าเชื่อ (นี่ออร่าฟุโจฉิข้าน้อยมันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ 5555)

 

แต่ถ้าเจอเซอร์เคิลที่ชอบ  ลายเส้นงาม ๆ เนื้อเรื่องดี ๆ ก็อ่านนะคะ  แค่ไม่ขวนขวายมาอ่านเท่าเรื่องอื่นแค่นั้นเอง (ตอนนี้ก็จะแกลบเพราะโดนี่แหละ เง้อ)

 

...ย้อนกลับไปอ่าน...นี่เราคุยอะไรไปหว่า ดูเวิ่นเว้อแถมไร้สาระมากมาย (แถมยังพาดพิงชาวบ้านอีกต่างหาก  แย่  =___=;)  คิดว่าจบก่อนจะออกทะเลมากไปกว่านี้ดีกว่าค่ะ

 

บายค่า  ^^)//

FMA 100 Locked Gate

posted on 14 Oct 2009 04:28 by palmcj  in Alchemic-world

ย่องเข้ามาอย่างรู้สึกผิด...

ตอนนี้มาช้ามาก ๆ เลยค่ะ  ต้องขอโทษจริง ๆ  พอดีติดงานสำคัญจนถึงเย็นวันอาทิตย์เลยค่ะ  แล้วก็คงเพราะคืนวันเสาร์โต้รุ่ง (แถมก่อนหน้านั้นก็แทบไม่ได้นอน TvT)  วันอาทิตย์ก็ยังซ่าส์นอนซะเกือบเช้าอีก  วันจันทร์เลยไข้ขึ้นซะงั้น  เพิ่งจะรู้สึกดีขึ้นบ้างเลยแวบมาทำสปอยค่ะ  (จริง ๆ คือ  นอนมากเกินไปจนตอนนี้ตาค้าง แหะแหะ)

ตอนนี้คุณวัวใจร้ายมาก ๆ ค่ะ  อ่านแล้วแบบว่า.... TvT  ตอนนี้อ่านแล้วร้องไห้ด้วยล่ะ  อ่านครั้งแรกก็ร้อง  ตอนทำสปอยก็ร้องอีก  สงสัยอินจัด แย่ ^^''

 

 

Chapter 100  Locked Gate

 

เมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้น  ประตูแห่งสัจจะก็เปิดออก  มือเงาเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนยืดยาวออกมาดึงเอ็ด  อัล  และอิสึมิเข้าไปในประตูต่อหน้าเพื่อนพ้องที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

ปฏิกิริยา แปรธาตุที่รุนแรงทำให้เกิดแรงสะเทือนและเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว เซ็นทรัล  ทุกคนที่อยู่ในเมือง  ทั้งชาวบ้าน  ชาวอิชวาล พวกมาร์โก เหม่ย พวกฟิวรี่  และพวกฟาลแมนที่กำลังต่อสู้อยู่ที่ประตูใหญ่ของศูนย์บัญชาการกลางก็สัมผัส ได้ถึงอะไรบางอย่างที่ผิดปกติและน่าขนพองสยองเกล้าที่กำลังคืบคลานเข้ามา


แรง สั่นสะเทือนทำให้กรีดหลินที่กำลังต่อสู้กับแบรดเล่ย์อย่างดุเดือดเสียสมาธิ  แบรดเล่ย์ซึ่งไม่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะรู้แผนการทั้งหมดของพวกโฮมุ นคูลัสอยู่แล้วจึงฉวยโอกาสล็อกแขนของกรีดแล้วจับทุ่มลงไปยังพื้นเบื้องล่าง  ทว่าแรงเหวี่ยงที่รุนแรงส่งผลให้แบรดเล่ย์ร่วงลงไปพร้อม ๆ กับกรีด


กรีด พยายามสุดชีวิตที่จะเอาชีวิตรอด  โฮมุนคูลัสแห่งความโลภยื่นแขนซ้ายขึ้นไปอย่างสุดเอื้อมแล้วใช้กรงเล็บแข็ง แรงยึดขอบกำแพงไว้ได้  ส่วนแบรดเล่ย์เองก็จับมือขวาของกรีดไว้ได้เช่นกัน  ร่างของโฮมุนคูลัสสองตนจึงห้อยอยู่ที่กำแพงสูงของศูนย์บัญชาการกลางอย่าง น่าหวาดเสียว


น้ำหนักของโฮมุนคูลัสสองตนเกินขีดจำกัดที่กรงเล็บ ของกรีดจะยึดเอาไว้ได้  ในที่สุดกรงเล็บของกรีดก็หลุดออกจากกำแพง  กรีดจึงร่วงลงไปพร้อมกับแบรดเล่ย์  ทว่าวินาทีที่กรีดกำลังจะร่วงลงจากกำแพงสูง  รันฟานก็เอื้อมแขนซ้ายที่เป็นออโต้เมลจับแขนซ้ายของกรีดเอาไว้ได้  


หลิน บอกให้รันฟานปล่อยมือเสียเพราะแขนออโต้เมลของรันฟานไม่สามารถรับน้ำหนักมาก ๆ ได้  กล้ามเนื้อของหญิงสาวส่วนที่เชื่อมติดกับออโต้เมลเริ่มรับไม่ไหว  เลือดสีแดงฉานไหลรินออกจากกล้ามเนื้อที่เริ่มฉีกขาด  แต่รันฟานก็ยังไม่ยอมปล่อยมือหลิน...

"นายน้อย...หน้าที่ของฉันคือปกป้องนายน้อย..."

เลือดของรันฟานหยดลงบนใบหน้าของหลินที่อยู่เบื้องล่าง
"ออโต้เมลของเธอรับน้ำหนักมากขนาดนี้ไม่ไหวหรอก  ไปซะ...ไปดูอาการปู่ของเธอดีกว่า.."


น้ำตาของรันฟานไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่  หญิงสาวบอกหลินว่าสายไปเสียแล้ว...ฝูได้จากไปแล้ว


รัน ฟานขอความช่วยเหลือจากทหารบริกส์  ทหารบริกส์จึงจัดการกราดยิงใส่แบรดเล่ย์ซึ่งห้อยเป็นเป้านิ่งอยู่เบื้อง ล่าง  แบรดเล่ย์พยายามเอาตัวรอดโดยปามีดสั้นใส่ทหารบริกส์  ทว่ามีดนั้นกลับถูกเป้าเพียงถาก ๆ เท่านั้น...แม้แบรดเล่ย์จะมีฝีมือร้ายกาจ  แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะข้อจำกัดหลาย ๆ อย่างในตอนนั้นได้  กระสุนฝังลงไปที่ช่องท้องของแบรดเล่ย์  โฮมุนคูลัสสิ้นเรี่ยวแรงที่จะยึดมือของหลินไว้ได้จึงร่วงลงไปยังพื้นน้ำ เบื้องล่าง


.....แต่ดูเหมือนแบรดเล่ย์...ราธ...จะไม่สิ้นฤทธิ์ ง่าย ๆ  ขณะกำลังจมดิ่งลงในสู่ก้นของบึง  โฮมุนคูลัสจ้องไปยังทางระบายน้ำเบื้องหน้า  สีหน้าครุ่นคิด... 

 

 

 

หลังจากรันฟานและทหารบริกส์ช่วยหลินขึ้นมาได้สำเร็จ  หลินร้องหาคนช่วยฝูอย่างบ้าคลั่ง  เพราะฝูคอยติดตามดูแลเขามาตลอด  ถึงจะไม่มีสายเลือดเดียวกันแต่ก็ใกล้ชิดยิ่งกว่าพ่อแท้ ๆ ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งชินเสียอีก

"...ใครก็ได้ตามหมอมาที  มีหมอที่แปรธาตุได้บ้างมั๊ย...ชั้นมีศิลานักปราชญ์...ใช้ได้มากเท่าที่ต้อง การเลย!...ได้โปรดเถอะ...ใครก็ได้...ประเทศนี้มีนักแปรธาตุอยู่มากมายไม่ใช่ หรือ...ทำไมถึงได้ไม่มีใครมาช่วย..ทำไม..."

หลินเริ่มคุมสติไม่อยู่  ข้าง ๆ เขามีร่างไร้วิญญาณของฝูนอนอยู่  ไม่ไกลกันนักบัคคาเนียร์ก็หายใจรวยรินเต็มที....

ทหารเซ็นทรัลถือโอกาสตอนที่หลินไม่ทันระวังตัวยิงเข้าที่หัวหลินอย่างจัง  ทว่าร่างของหลินนั้นเป็นอมตะเพราะศิลานักปราชญ์

"ฉันได้อะไรมาบ้าง....นี่เป็นสิ่งที่มอบความอมตะให้ฉันไม่ใช่หรือไง.."
หลินร้องไห้อย่างสุดกลั้น  สิ้นหวังที่ตัวเองไม่สามารถช่วยชีวิตฝูเอาไว้ได้ทั้ง ๆ ที่ตนนั้นได้ศิลานักปราชญ์มาอยู่ในมือแล้ว...


เสียง ไอของบัคคาเนียร์ที่นอนสิ้นเรี่ยวแรงอยู่ใกล้ ๆ เรียกสติหลินกลับคืนมา  หลินขอโทษบัคคาเนียร์ที่ตนไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของบัคคาเนียร์ได้
"...เพราะ ความกล้าของคุณ  พวกเราถึงทำให้แบรดเล่ย์บาดเจ็บถึงตายได้....เพราะคุณการเสียสละของฝูถึง ไม่เปล่าประโยชน์...แต่ถึงอย่างนั้น....ชั้นก็ไม่สามารถตอบแทนอะไรคุณได้ เลย..."


ขณะที่หลินพูดกับบัคคาเนียร์  ทหารกองใหม่จากเซ็นทรัลก็ประชิดเข้ามา  ทหารบริกส์รายงานว่าพวกเขาคงไม่สามารถต้านทานต่อไปได้อีกแล้ว...

 

 

 

บัคคาเนียร์บอกหลินว่า  หากหลินรู้สึกติดค้างตนจริงก็ให้ช่วยต้านทหารเซ็นทรัลไม่ได้เปิดประตูใหญ่ของศูนย์บัญชาการกลางเข้าไปได้

"...พวก เราจะเปิดประตูนั่นไม่ได้จนกว่าจะได้รับคำสั่งจากราชินีของเรา...ฉันขอร้อง นาย...ปกป้องมันแทนฉันได้ไหม...ด้วยพลังของนาย...ต้องสำเร็จ..แน่นอน...ไม่ สิ...มีแต่นายเท่านั้นที่ทำได้...ฉันขอให้นายช่วยเพราะมีแค่นายคนเดียวที่ ต้านพวกนั้นได้..."

หลินหันไปมองรันฟาน  กวาดสายตามองทหารบริกส์ซึ่งช่วยชีวิตตนเอาไว้  รวมทั้งฝูที่สละชีวิตเพื่อตน  แล้วชายหนุ่มก็พูดกับกรีดที่อยู่ในร่างของเขา...หลินขอยืมพลังของกรีดเพื่อ ทำความปรารถนาของบัคคาเนียร์ให้เป็นจริง...

กรีดแหงนมองพระอาทิตย์แล้วตอบตกลง  เพราะเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่ตนจะเริ่มเคลื่อนไหวตามแผนขั้นต่อไป

หลิน พยายามข่มความเศร้าเอาไว้  สีหน้าของชายหนุ่มตอนนี้สงบและเย็นชา  หลินขอให้รันฟานช่วยอารักขาทุกคนที่อยู่ที่ป้อม  รันฟานรับปากอย่างแข็งขัน...

"นายจะช่วยฉันได้ไหม..."
"ได้สิ...ฉันสัญญา...ชาวชินน่ะไม่เคยผิดสัญญาหรอกนะ.."

หลิน คลุมร่างกายของตัวเองด้วยเกราะของกรีด  ชายหนุ่มฝ่าดงกระสุนของทหารเซ็นทรัลเข้าไปเพียงลำพัง...เพียงไม่กี่อึดใจ ปีศาจสีดำทะมึนก็เผชิญหน้ากับทหารเซ็นทรัลซึ่งแทบไม่เชื่อสายตาตนเองว่าหลิน จะสามารถฝ่าดงกระสุนเข้ามาประชิดตัวพวกตนได้ในพริบตา

"...ใครที่ไม่อยากเจ็บตัว...คนที่มีครอบครัวและคนรักถอยไป....แล้วก็ผู้หญิงด้วย...ชั้นไม่มีนิยมสู้กับผู้หญิง!!"


ทหาร เซ็นทรัลยังคงตั้งป้อมประจันหน้ากับหลินกรีด เพราะไม่คิดว่าคนคนเดียวจะฝ่ากองทัพทั้งกองไปได้  ทว่าความเสียใจที่สูญเสียคนสำคัญไป  และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะตอบแทนบุญคุณบัคคาเนียร์ทำให้หลินในตอนนั้น แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล  หลินบุกฝ่าดงกระสุนไปได้อย่างง่ายดาย  ทหารเซ็นทรัลเห็นท่าจะไม่ดีจึงขับรถพุ่งเข้าชนหลินอย่างแรง

แต่ความ พยายามของทหารเซ็นทรัลก็ไร้ประโยชน์เพราะกรีดสามารถหยุดรถได้  หลินใช้มือขวาทะลวงเข้าไปยังเครื่องหน้ารถทำให้รถระเบิดเป็นจุณ...ความ ร้ายกาจของหลินสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน  ไม่เว้นแม้แต่ฟาลแมนที่พอจะรู้เรื่องความร้ายกาจของโฮมุนคูลัสอยู่บ้างแล้ว

"ยอดไปเลย...นั่นมันหลิน เหยา  หรือโฮมุนคูลัสกันแน่..." 

 

 

 

บัคคาเนียร์เห็นความแข็งแกร่งของหลินก็เบาใจ  นายทหารแห่งบริกส์บอกกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่าแค่นี้เขาก็หมดห่วงและจากไป อย่างสงบได้เสียที  ลูกน้องพยายามพูดให้กำลังใจบัคคาเนียร์...บอกให้อดทนอีกนิดจนกว่าแผนของโอ ลิเวียร์จะสำเร็จ...

"...เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราคงจะต้องการท่าน  ....ต้องการยิ่งกว่าตอนนี้..."
"...หืม มมม...อากาศขมุกขมัวในเซ็นทรัลไม่เหมาะกับฉันหรอก...ลาก่อน...เพื่อนพ้อง ทั้งหลาย...ฉันกำลังจะไปยังสถานที่...ที่สูงขึ้นไปจากเทือกเขาบริกส์....อีก ..นิด.."

บัคคาเนียร์ทำวันทยหัตถ์ครั้งสุดท้ายแล้วจากไปด้วยรอยยิ้ม...



อีก ด้านหนึ่งของเมืองเซ็นทรัล  ชาวบ้านพากันพูดเรื่องที่กองทัพประกาศเคอร์ฟิว  เอลิเซียบอกกราเซียว่าเธอมีนัดไปดูสุริยคราสที่บ้านเพื่อน  แต่กราเซียไม่ให้ไปเพราะติดเคอร์ฟิว
"...สุริยคราสกำลังจะเริ่มแล้ว  งั้นลูกก็ดูกับแม่แล้วกันนะจ๊ะ..."
"อื้ม..."

สองแม่ลูกแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า...ดวงอาทิตย์เริ่มถูกบดบังทีละน้อย...

 

 

 

เอ็ดที่ถูกดึงเข้าไปในประตูแห่งสัจจะโผล่ออกมาในสถาน ที่แห่งหนึ่ง  ที่นั่นเขาได้เจออิสึมิซึ่งถูกดึงตัวมาเช่นกัน  เอ็ดร้องทักอิสึมิด้วยความประหลาดใจ  ทันใดนั้นเอง  อัลซึ่งผ่านเข้าประตูแห่งสัจจะมาพร้อม ๆ กันก็ปรากฏตัวขึ้น  ทว่าอัลในตอนนั้นไม่รู้สึกตัวเสียแล้ว...

"นี่มันอะไรกัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่..."  เอ็ดเข้าไปหาอัล  ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกตน
"ที่นี่มันที่ไหนกัน..."  อิสึมิถามเอ็ด  เอ็ดตอบว่าเขาเองก็อยากรู้เช่นกัน

"1....2....3....4 คน....เรายังขาดอีกหนึ่งคน...คาดว่าคนสุดท้ายกำลังจะตามมาแล้วล่ะนะ..."

เสียง ใครคนหนึ่งดังขึ้นมาขัดจังหวะการสนทนาของเอ็ดและอิสึมิ  ทั้งสองถึงกับผงะเมื่อเห็นรูปลักษณ์อันอัปลักษณ์และพิลึกกึกกือของเจ้าของ เสียงที่ค่อย ๆ เดินออกมาจากความมืด...


ร่างนั้นมีรูปร่างเหมือน คนตัวใหญ่เทอะทะที่แขนยาวจนผิดส่วน  ร่างทั้งร่างเป็นสีดำทะมึน  ปากกว้างแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์  ดวงตาขนาดใหญ่มากมายพาดเป็นลายทั่วทั้งตัว  แต่สิ่งที่ดูน่าขนลุกที่สุดก็คือ  ร่างของแวน  โฮเอนไฮม์  ที่เหมือนจะถูกกลืนเข้าไปในร่างสีดำนั้น

หัวของโฮเอนไฮม์โผล่ออกมา จากท้องน้อยอ้วนกลม มือซ้ายโผล่ออกมาจากช่องท้อง  ขาข้างหนึ่งโผล่ออกมาจากหน้าอก  ส่วนขาอีกข้างยื่นออกมาจากหลัง    


"โฮเอนไฮม์!?"  เอ็ดตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นพ่อของตัวเองในสภาพนั้น

"เอ็ดเวิร์ด  อัลฟอนส์...ก็ถูกจับมาเหมือนกันหรือ...คุณอิสึมิก็ด้วย...ขอโทษที่ออกมาต้อนรับคุณในสภาพน่าสมเพชแบบนี้..."
โฮเอนไฮม์พูดกับพวกเอ็ด

อิสึมิถามโฮเอนไฮม์ว่าเกิดอะไรขึ้น  ท่านพ่อตอบว่าเขาพยายามจะดูดกลืนศิลานักปราชญ์ในตัวโฮเอนไฮม์แต่ล้มเหลว  
"ตอนนี้  นี่เป็นทางเดียวที่จะควบคุมเจ้านี่เอาไว้ได้..."

"...เจ้าตัวดำ...นายเป็นใครกันแน่..."  เอ็ดยังไม่รู้ว่าร่างตรงหน้าคือ ท่านพ่อ 

 

 

 

โฮเอนไฮม์ตอบว่าร่างที่ดูดตนเข้ามาตอนนี้คือท่านพ่อ  นายใหญ่ของเหล่าโฮมุนคูลัส  เอ็ดแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมาเจอพ่อตัวเองในสภาพนี้  เด็กหนุ่มจึงถามโฮเอนไฮม์ว่าเกิดอะไรขึ้น  ทว่าท่านพ่อไม่ยอมให้โฮเอนไฮม์ตอบคำถามเอ็ด  ร่างของโฮเอนไฮม์ส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวท่านพ่อค่อย ๆ จมหายไปในร่างนั้น

"เอาล่ะ...ขอต้อนรับเข้าสู่ปราสาทของฉัน  เหล่าเสามนุษย์..."
ท่านพ่อพูดพลางค่อย ๆ เดินเข้าประชิดพวกเอ็ด  ปากกว้างแสยะยิ้มอย่างลิงโลด...

เอ็ดเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงเรียกอัลให้ตื่น  ทว่าอัลยังคงนอนแน่นิ่งไม่ตอบสนองแต่อย่างใด
"อัล...เฮ้..อัล! อัลฟอนส์!!"
เอ็ดพยายามร้องเรียกน้องชาย  แต่ดูเหมือนวิญญาณของอัลจะหลุดออกจากชุดเกราะเสียแล้ว...

 

 

 

อีกมุมหนึ่งในใต้ดินของเซ็นทรัล  พวกรอยยังต่อสู้กับทหารที่เคยเป็นหนูทดลองของกองทัพอย่างดุเดือด  โดยมีหมอฟันทองมองดูไปพลางวิพากษ์วิจารณ์ "พวกบนดิน" ไปพลาง...
 
"...พวก นั้นโง่อะไรแบบนี้น้า  แค่หาเสามนุษย์ห้าคนยังทำไม่ได้...แต่ก็นั่นแหละ...พวกนั้นก็แค่แมลงวันตัว เล็ก ๆ ที่ถูกล่อด้วยเหยื่อพื้น ๆ อย่าง ความเป็นอมตะ ...ก็คงเป็นธรรมดาล่ะนะที่งานนี้จะยากเกินไปสำหรับพวกนั้น.."


แม้ รอย  ริซ่า  และสการ์ จะเป็นนักสู้ที่มีฝีมือ  แต่คู่ต่อสู้ของทั้งสามก็เป็นทหารฝีมือร้ายกาจจำนวนมากกว่าหลายเท่า  สุดท้ายทั้งสามก็ถูกต้อนจนจนมุม  สการ์ถูกทหารสี่คนใช้ดาบจี้เอาไว้ทำให้ขยับไม่ได้  ริซ่าที่สู้จนกระสุนหมดถูกทหารคนหนึ่งล็อกคอเอาไว้   ส่วนรอยที่ถุงมือถูกฟันขาดจนไม่สามารถแปรธาตุได้ก็ถูกควบคุมตัวไว้โดยทหาร สองคน...


เมื่อรอย  ริซ่า  และสการ์ถูกจับตัวได้  หมอฟันทองก็ปรบมืออย่างยินดีในผลงานของทหารของตน...

"ฉัน คิดว่าเธอจะอยู่ที่สถานีวิทยุเสียอีก  แต่เธอกลับถ่อมาที่นี่เอง  นั่นช่วยให้เราประหยัดเวลาได้มาก  แล้วก็เพราะเราเองก็มีเวลาไม่มาก  การตัดสินใจของเธอจึงมีประโยชน์ต่อเรามากเลย  มัสแตง..."
"เธอจะแปรธาตุมนุษย์เพื่อเปิดประตูให้เราได้ไหม..."

รอยแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

หมอฟันทองบอกให้รอยเลือกว่าจะคืนชีพให้ใคร...พ่อแม่ที่ตายไปแล้ว...คนรักเก่า...หรือว่าเพื่อน
"..คน ที่เคยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอเป็นไง...เขาชื่ออะไรนะ...ฮิวจ์ใช่ไหม  คนนั้นก็ได้  เราจะเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นเอาไว้ให้..."

รอยเริ่ม เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของหมอฟันทอง  เขาจึงถามขึ้นมาว่าจะให้เอาเป็นเสามนุษย์หรือ  หมอฟันทองตอบว่าใช่  แต่รอยก็ตอบกลับไปว่าเขาได้ยินจากพี่น้องเอลริคว่าไม่มีใครสามารถแปรธาตุ มนุษย์ได้สำเร็จ  แล้วเขาจะทำทำไมในเมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าต้องล้มเหลวแน่ ๆ

"นั่นก็จริง....สิ่งที่เธอต้องทำก็คือ...เปิดประตูแล้วกลับมา..."  หมอฟันทองทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินข้อโต้แย้งของรอย

"ชั้นขอปฏิเสธ  ชั้นจะไม่แปรธาตุมนุษย์  แล้วก็จะไม่เปิดประตูด้วย"  รอยยังยืนยันหนักแน่น

"บอกแล้วใช่ไหมว่า  เราไม่มีเวลามากนักน่ะ..."

สิ้น คำของหมอฟันทอง  ดาบคมกริบก็ปาดเข้าที่ลำคอด้านซ้ายของริซ่าอย่างรวดเร็ว  เลือดสีแดงฉานทะลักออกมาจากปากแผลเรียบกริบ  ริซ่าค่อย ๆ ล้มลงเพราะความเจ็บปวดจากแผลฉกรรจ์ 

 

 

 

"ร้อยโท!!"
รอยตกใจแทบสิ้นสติ  ชายหนุ่มร้องเรียกริซ่า  เจ็บใจที่ตัวเองไม่สามารถปกป้องหญิงสาวได้

"เธอจะเปิดประตูไหม...มัสแตงคุง"
ตาของหมอฟันทองเขออกทำให้ดูเหมือนคนวิปลาสขณะที่พยายามบีบบังคับให้รอยยอมแปรธาตุมนุษย์
รอยจะตัดสินใจอย่างไรเมื่อคนสำคัญของตนตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็นความตาย... 

 

 

 

เปิดตอนค่ะ

อ่านตอนที่บัคคาเนีย์ตายแล้วบ่อ น้ำตาตื้นอย่างประหลาดค่ะ  ชอบบทพูดก่อนตายของลุงมากเลย  แล้วที่ลุงยิ้มอะนะ  ดูแล้วรู้สึกรักลุงเพิ่งขึ้นเยอะเลยค่ะ  TvT

FMA  ใกล้จบแล้วสินะ  คิดแล้วก็เหงาเหมือนกันแฮะ  ตามมาหลายปีแล้วนี่นา  ^^'' 

 

 

 

ปกกังกังค่ะ 

 

 

 

จบไปอีกหนึ่งตอนแบบค้างคา (อีกแล้ว)  คุณวัวทำกันได้ โฮววววววว

แค่นี้ จขบ. ก็นั่งไม่ติดไปอีกหนึ่งเดือน (แต่เชื่อสิ  อีกสามวันก็กลับมานั่งวาดรูปต่อแล้ว 55555)

ขอตัวไปนอนก็นะคะ  จ้องคอมนาน ๆ ชักมึน

 

บายค่า ^^)/~~