FMA 97 The Two Philosophers
posted on 12 Jul 2009 10:45 by palmcj in Alchemic-world
ตอนนี้คงไม่เกริ่นแล้วค่ะ ต้องรีบออกไปข้างนอก (ช่วงนี้อยู่ไม่ค่อยติดบ้านเลยค่ะ ตั้งแต่วันพฤหัสแล้วต้องออกไปนั่นไปนี่ตลอด ^^'') เริ่มเลยดีกว่านะคะ
รูปแรกเปิดตอนค่ะ ป๋าโฮตอนหนุ่ม ๆ น่ารักอะ >3<
Chapter 97 The Two Philosophers
ย้อนอดีตไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน หลังจากเมืองเซอร์เซสล่มสลาย โฮเอนไฮม์ช็อกและเสียใจอย่างที่สุดที่ตนมีส่วนทำให้ทุกชีวิตในเมืองเซอร์เซสต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยเพื่อสร้างศิลานักปราชญ์ ชายหนุ่มเดินโซซัดโซเซอย่างอิดโรยท่ามกลางทะเลทรายแห้งแล้งอันร้อนระอุ แม้ว่ารอบตัวโฮเอนไฮม์จะไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอยู่เลยแต่เขาก็พูดกับ “ใครบางคน” อยู่ตลอดเวลาเหมือนคนเสียสติ
“ใจเย็น ๆ สิ...ฉันแค่ต้องการจะพูด ขอร้องล่ะ...ช่อยฟังฉันหน่อย...เธอด้วย..ฟังนะ..ใช่..ใช่แล้ว...พวกเธอไม่ได้โดดเดี่ยวหรอก...”
เมื่อร่างกายอ่อนล้าถึงขีดสุด โฮเอนไฮม์ก็หมดสติล้มลงกลางทะเลทราย...
ถึงแม้โฮเอนไฮม์จะเป็นอมตะ แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะเดินต่อไปได้ เขาได้แต่นอนรอความช่วยเหลือจนกระทั่งขบวนคาราวานของพ่อค้าชาวชินมาพบเข้า พ่อค้าแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นว่าโฮเอนไฮม์ยังมีชีวิตอยู่
“ลื้อเข้าใจพวกอั๊วหรือเปล่า พวกอั๊วเป็นพ่อค้าจากชิน ลื้อจะไปไหนเหรอ”
หลังจากให้โฮเอนไฮม์ดื่มน้ำ พ่อค้าชาวชินก็ช่วยพยุงโฮเอนไฮม์ให้ลุกขึ้นพร้อมถามไถ่ชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง
“...ฉันไม่มีที่ไป...ไม่มีบ้านให้กลับ...เพราะหวาดกลัวที่จะอยู่ที่นั่นฉันจึงวิ่งหนีมา...ฉันขอโทษ..ขอโทษที่หยุดหมอนั่นไม่ได้..ขอโทษ..ขอโทษนะ...”
...โฮเอนไฮม์ระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจให้พ่อค้าชาวชินฟัง แน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มพูดแม้แต่น้อย...
...ซาเจนส์ กับโดซูล สองพ่อลูกจากตระกูลช่างไม้...คาย่า เด็กสาวร้านดอกไม้ผู้อ่อนโยน...แซลลี่ คนเลี้ยงม้าขี้เมาที่มีส่วนคล้ายกับโฮเอนไฮม์หลายอย่าง...ทอมมี่ เด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นจะเป็นนักเรียนทุน...จิดัลเช่ เชฟใจดีที่ถูกไล่ออกเพราะให้คนจนกินอาหารฟรี...อันเดร ทาสที่อิจฉาที่โฮเอนไฮม์เป็นที่โปรดปรานของเจ้านาย...ซูล อาชญากรที่ต้องโทษประหาร...
“พวกเขาคือวิญญาณที่อยู่ในตัวนาย...เขาเหล่านั้นช่วยฉันเพื่อจุดประสงค์เดียว...เพื่อพิชิตนายไงล่ะ”
โฮเอนไฮม์รำลึกถึงอดีตตอนที่เขาหนีออกมาจากเซอร์เซส ตอนที่พยายามพูดกับดวงวิญญาณแต่ละดวงที่สิงสู่อยู่ในศิลานักปราชญ์ขณะเดินทางอยู่ในทะเลทราย...โฮเอนไฮม์เฝ้ารอเวลานี้มานานเหลือเกิน เวลาที่จะกำจัดโฮมุนคูลัสในหลอดแก้ว...ปีศาจร้ายที่เขาปลุกให้ตื่นขึ้นมา
“วิญญาณแต่ละดวงในศิลานักปราชญ์กำลังช่วยนายงั้นหรือ..?”
ท่านพ่อไม่เชื่อว่าโฮเอนไฮม์จะสามารถแยกแยะและพูดคุยกับวิญญาณจำนวนมากที่สิงสู่อยู่ในศิลานักปราชญ์ได้
“ฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะคุยกับพวกเขา ต้องขอบคุณชีวิตอมตะที่นายมอบให้...ฉันถึงได้คุยและเข้าใจดวงวิญญาณทั้ง 536,329 ดวงที่อยู่ในตัวฉัน!...และฉันจะทำลายร่างของนายด้วยพลังของพวกเขานี่แหละ!”
ทันทีที่โฮเอนไฮม์พูดจบก็เกิดรอยปริขึ้นกลางหน้าผากของท่านพ่อ ดวงวิญญาณที่ถูกกักขังในร่างนั้นมานานหลายศตวรรษรวมพลังกันเป็นหนามที่ทั้งแหลมคมและแข็งแกร่งทะลวงผ่านหน้าผากออกมา ท่านพ่อถึงกับยืนตัวแข็ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด
เมื่อตั้งสติได้ท่านพ่อก็ใช้มือขวาหักหนามวิญญาณที่คาอยู่กลางหน้าผาก เมื่อถูกแยกออกจากร่างวิญญาณเหล่านั้นก็สลายไป ทว่าดวงวิญญาณอีกนับแสนที่โหยหาอิสรภาพก็ผนึกพลังกันทะลวงผ่านปากและหน้าอกออกมา
“กลับไปสู่สิ่งที่นายเกิดมาเป็นได้แล้ว เจ้าตัวจ้อยจากหลอดแก้ว...ลิ้มรสความเจ็บปวดของมนุษย์เหล่านั้น...คนที่นายดูถูกมาตลอดเสียบ้าง...”
เมื่อถูกต้อนจนจนมุม โฮมุนคูลัสจากหลอดแก้วจำต้องหนีออกจากร่างต้องสาปที่ใช้ชีวิตคนทั้งเมืองแลกมาเพื่อเอาชีวิตรอด ของกึ่งแข็งกึ่งเหลวสีดำทะมึนขนาดใหญ่ทะลักออกจากปากของร่างนั้นแล้วก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์ที่มีแต่ปาก...ร่างที่ดูคล้ายคลึงกับ “สัจจะ” หากแต่เป็นสีดำ....โฮเอนไฮม์แทบไม่อยากเชื่อว่าอดีตเพื่อนตัวน้อยในหลอดแก้วจะเติบใหญ่ถึงเพียงนี้...
โฮมุนคูลัสจากหลอดแก้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ร่างอันว่างเปล่าที่ตนใช้เป็น “ภาชนะ” อยู่ร่วมร้อยปีแล้วสูบร่างนั้นเข้าไปอย่างไม่ใยดี เมื่อดูดกลืนร่างของท่านพ่อเข้าไปแล้วดวงตาขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นทั่วร่างของโฮมุนคูลัส...
“ใครกันแน่ที่เอาแต่ดูถูกคนอื่น..ไม่ใช่นายหรอกหรือโฮเอนไฮม์..? นายคิดว่ามีแต่ตัวนายงั้นหรือที่พัฒนา...”
โฮมุนคูลัสจากหลอดแก้วที่พัฒนาตัวเองจนเติบใหญ่แสยะยิ้มเย้ยโฮเอนไฮม์ที่ยืนตะลึงด้วยความคาดไม่ถึงกับภาพตรงหน้า...
สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อดวงตาขนาดมหึมาปรากฏขึ้นบนเพดานสีดำสนิทเหนือโฮเอนไฮม์และโฮมุนคูลัสจากหลอดแก้วพอดี โฮมุนคูลัสยิ้มอย่างย่ามใจที่พลิกสถานการณ์ได้...
แผนการยึดศูนย์บัญชาการกลางของกองทัพบริกส์กำลังดำเนินไปด้วยดี บัคคาเนียร์จัดการกับกองทัพซอมบี้ที่เพ่นพ่านอยู่ทั่วอาคารพร้อมสั่งให้ทหารเซ็นทรัลที่กำลังเสียขวัญไปมอบตัวที่ห้องบัญชาการ ทหารเซ็นทรัลเห็นบัคคาเนียร์ปราบซอมบี้ได้อย่างง่ายดายจึงยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี
“เคลื่อนพลไปยึดประตูหน้าให้ได้!”
บัคคาเนียร์ออกคำสั่งกับฟาลแมนและกองกำลังบริกส์ให้ยึดประตูหน้าเพื่อควบคุมศูนย์บัญชาการกลางอย่างเบ็ดเสร็จ
อีกด้านหนึ่งของศูนย์บัญชาการกลาง กองทหารเซ็นทรัลได้แต่ยืนมองด้วยความทึ่งที่กองทัพซอมบี้ไม่ครนามือสองสามีภรรยาเคอร์ติสแม้แต่น้อย...
“เจ้าพวกบ้า...ทำไมกัน...พวกแกต้องฟังคำสั่งพวกเราไม่ใช่หรือ...หรือว่าท่านผบ. จะโกหก...?...ถอยไปซะ อย่ามาทางนี้...จุดจบของฉันไม่ใช่แบบนี้...”
อิสึมิเหลือบไปเห็นหนึ่งในพวกเบื้องบนกำลังถูกกองทัพซอมบี้ล้อมเอาไว้ หญิงสาวจึงเข้าไปช่วย นายพลเห็นอิสึมิจัดการซอมบี้ได้อย่างง่ายดายจึงขอให้อิสึมิมาคุ้มกันตนพร้อมเสนอว่าเมื่อหนีออกไปจากศูนย์บัญชาการกลางได้จะตอบแทนอย่างงาม ทว่าอิสึมึกลับต่อยท้องนายพลอย่างแรง
“อุ๊....”
“ชั้นมีคำถามเกี่ยวกับเจ้าผบ. สูงสุดนั่นสองสามข้อ ถามจากคุณได้ใช่มั๊ย”
อิสึมิถามนายพลที่กำลังเสียขวัญด้วยสีหน้าเย็นชา
โอลิเวียร์และอเล็กซ์บุกไปจนถึงห้อง ผบ. สูงสุดซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพของเหล่าทหารที่ถูกซอมบี้กินทั้งเป็น ทหารเสนอให้โอลิเวียร์ยึดห้องนี้เป็นที่มั่นเพื่ออกคำสั่งควบคุมศูนย์บัญชาการกลาง แต่โอลิเวียร์ปฏิเสธ
“คงไม่มีใครอยากนั่งในที่ที่เป็นเป้าชั้นดีของพวกหน่วยลอบยิงอย่างนี้หรอก..ไปกันเถอะ..”
“พี่ครับ...”
อเล็กซ์เรียกโอลิเวียร์ไปดูทางเดินที่ซ่อนอยู่ในห้องลับในห้องผบ. สูงสุด ชายหนุ่มสงสัยว่าอาจจะเป็นทางที่กองทัพซอมบี้ใช้
“หมายความว่า...ทางเดินนี้อาจไปสิ้นสุดที่ใต้ดิน...”
โอลิเวียร์เองก็คิดเช่นเดียวกับน้องชาย
ทันใดนั้นโอลิเวียร์ก็ได้รับรายงานว่าบัคคาเนียร์ยึดประตูหน้าได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่หน่วยรถถังพิชิตกองกำลังเซ็นทรัลในเมืองได้และบุกเข้ามาในศูนย์บัญชาการกลางได้สำเร็จเช่นกัน อีกทั้งทางเข้าออกทุกทางรวมถึงคลังแสงก็ถูกกองทัพบริกส์ยึดไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ หน่วยสื่อสารจึงออกคำสั่งให้หน่วยของบัคคาเนียร์ตรึงกำลังอยู่ที่เดิม
“หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นห้ามเปิดประตูโดยเด็ดขาดจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีทหารหุ่นเหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว...”
“สำเร็จแล้วนะครับพลตรีอาร์มสตรอง ตอนนี้พวกเราควบคุมศูนย์บัญชาการกลางได้ 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว...”
ฟาลแมนเจ็บใจที่รอยทำงานช้ากว่าพวกโอลิเวียร์ก้าวหนึ่งและกำลังตกเป็นรองฝ่ายบริกส์ในการชิงอำนาจจากคิงก์ แบรดเล่ย์
“...พวกเรา...ชนะแล้ว”
ทหารฝ่ายบริกส์ทุกคนรวมทั้งบัคคาเนียร์ย่ามใจที่ชัยชนะกำลังตกมาอยู่ในกำมือทว่า...
ทันใดนั้นเองคลื่นวิทยุก็ถูกรบกวน...เสียงที่แทรกเข้ามาสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกชีวิตในศูนย์บัญชาการกลางอย่างที่สุด...
“ฉันกลับมาแล้วเหล่าทหารหาญ ดูเหมือนจะมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นตอนฉันไม่อยู่ ฉันในฐานะผู้บัญชาการโดยตรงขอสั่งให้ปราบพวกกบฏเดี๋ยวนี้ ขอให้ทหารเซ็นทรัลที่ไม่ติดภารกิจอื่นร่วมมือในภารกิจนี้ด้วย”
การกลับมาของแบรดเล่ย์ปลุกขวัญกำลังใจของกองทัพเซ็นทรัลให้กลับคืนมาพอ ๆ กับสร้างความตื่นตระหนกและปั่นป่วนให้กองทัพบริกส์ แม้แต่โอลิเวียร์ก็ขบกรามแน่น สีหน้าหญิงสาวเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อสถานการณ์พลิกผันอย่างคาดไม่ถึง
“ไหน...คิงก์ แบรดเล่ย์อยู่ที่ไหน แล้วจะจู่โจมเรายังไงกันแน่??”
หน่วยสื่อสารกระจายเสียงด้วยความลนลาน
“..ทางประตูหน้า...”
คิงก์ แบรดเล่ย์ ปรากฏตัวขึ้นอย่างองอาจที่หน้าประตูใหญ่ เผชิญหน้ากับกองกำลังของบัคคาเนียร์และฟาลแมน
“ทำไมฉันจะต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ ใช้ประตูหลังเพื่อเข้าปราสาทของตัวเองด้วยล่ะ...”
สิ้นคำประกาศของแบรดเล่ย์ ราชาแห่งอเมสทริสก็ควงดาบบุกเข้าไปในศูนย์บัญชาการอย่างไม่เกรงกลัว บัคคาเนียร์รู้ว่าแบรดเล่ย์เป็นโฮมุนคูลัสจึงสั่งให้รถถังถอยเข้ามาด้านใน กองกำลังส่วนที่เหลือกระหน่ำยิงใส่แบรดเล่ย์ไม่ยั้ง ทว่าแบรดเล่ย์ก็ไวทายาดจนสามารถบุกเข้าประชิดกองบัญชาการกลางได้โดยไร้รอยขีดข่วน
หน่วยรถถังเห็นสถานการณ์เป็นรองจึงสั่งยิงแบรดเล่ย์ แต่ความเก่งกาจของแบรดเล่ย์นั้นเกินว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้ ผู้นำแห่งอเมสทริสบุกประชิดรถถังและจัดการรถถังทั้งคันได้ในพริบตาด้วยดาบเพียงเล่มเดียว แม้แต่บัคคาเนียร์ที่อยู่เคียงข้างทหารระดับหัวกะทิอย่างโอลิเวียร์มาตลอดยังแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
เพียงชั่วอึดใจแบรดเล่ย์ก็บุกเข้าประชิดตัวบัคคาเนียร์ บัคคาเนียร์เงื้อแขนกลขึ้นตอบโต้ทันที แต่ไม่สามารถทำอะไรแบรดเลย์ได้เลย แบรดเล่ย์จู่โจมผ่านบัคคาเนียร์ไปอย่างรวดเร็ว พริบตาที่แบรดเล่ย์เดินผ่านบัคคาเนียร์ไป ออโต้เมลของบัคคาเนียร์ก็แหลกเป็นชิ้น ๆ แล้วนายทหารแห่งบริกส์..มือขวาของโอลิเวียร์ก็ล้มลง...
แบรดเล่ย์ย่างเท้าอย่างองอาจมาเผชิญหน้ากับฟาลแมนที่ยืนช็อกอยู่หน้าประตู..
“เป็นอะไร...เจ้าของบ้านกลับมาแล้ว เปิดประตูสิ...เปิดประตูคุณฟาลแมน”
ฟาลแมนยื่นตัวสั่น ก้าวเท้าไม่ออกด้วยความกลัว น้ำตานองหน้าด้วยความสิ้นหวัง ชายหนุ่มหันปลายกระบอกปืนไปยังแบรดเล่ย์ เตรียมลั่นไก...
“...ขอโทษครับ...พันเอกมัสแตง....ผมคงต้องจบชีวิตที่นี่แล้ว...”
ฟาลแมนขอโทษรอยที่ไม่สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะมีชีวิตรอดได้...
“เฮ้ ถ้าจะแสดงความกล้าหาญก็อย่าร้องไห้เหมือนผู้หญิงสิ...เรื่องกล้าหาญน่ะฉันเป็นที่หนึ่งเลยรู้มั๊ย...”
บัคคาเนียร์ค่อย ๆ ลุกขึ้น ทหารหาญแห่งบริกส์ไม่เคยยอมแพ้...
“เป็นอะไรไปแบรดเล่ย์ ฉันยัง...สู้ได้อยู่นะ...”
บัคคาเนียร์ยืนหยัดขึ้นสู้แม้จะไม่มีทางเอาชนะปีศาจอย่างแบรดเล่ย์ได้เลย
“โง่จริง ๆ นี่สินะที่พวกมนุษย์เรียกกันว่าหาญกล้าเผชิญหน้ากับความตาย...”
“ถูกเผงเลย...การปล่อยตัวตามอารมณ์แล้วพูดอะไรโง่ ๆ แบบนั้นเปลี่ยนอะไรไม่ได้ก็จริงแต่....”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นขัดจังหวะการต่อสู้ของแบรดเล่ย์และบัคคาเนียร์
“แต่ว่า...พอเห็นใครทำบ้า ๆ แบบนี้ทีไร ฉันอดไม่ได้ที่จะเข้าไปยุ่งทุกที...”
กรีดปรากฏตัวขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย หรือว่า...ศึกระหว่างโฮมุนคูลัสกำลังจะปะทุขึ้นแล้ว!!?
ปก GanGan ค่ะ
ต้องไปจริง ๆ แล้วค่ะ
บายค่า ^^//
My Spoilers
My Projects

แอบดูภาพผ่านๆ ยังไม่ได้อ่านตอนก่อนหน้านี้เลยค่ะ
รู้แต่ว่าหน้าสุดท้ายกรีด หรือ หลิน ยิ้มโฉด อร๊ายยยยย
ขอบคุณสำหรับสปอยนะค้า~
ขอไปอ่านตอนเก่าก่อน..อะแฮ่~
#1 By +:DeviL_M:+ on 2009-07-12 12:12