FMA 95 Beyond the Flames
posted on 12 May 2009 20:33 by palmcj in Alchemic-worldเข้ามาปัดฝุ่นบล็อกค่ะ (จะดองนานไปแล้ววววว) ช่วงนี้มีเหตุหลายอย่างทำให้ต้องดอง แถมไม่ได้เข้าบล็อกคนอื่นด้วย (พูดง่าย ๆ คือไม่ได้เข้าเอ็กซ์ทีนเลยค่ะ) ไว้ค่อยมาบอกเอนทรี่หน้าค่ะ เอนทรี่นี้คงยาวเกินไปแล้ว ^^''
ตอนนี้นั่งรอ raw ออกด้วยความกระวนกระวายค่ะ รูปหลุดออกมานานกว่าตัวเต็มจะออก ถึงขนาดนั่งรีเฟรชทุกห้านาทีเลยทีเดียว <-- อาการหนัก -__-''
ตอนนี้ต้องบอกลาตัวละครอีกแล้วค่ะ ไม่รู้ทำไมคุณวัวถึงได้เขียนฉากตายของตัวละครได้ดีทุกตัวเลย บางตัวถึงจะไม่ชอบมากแต่พอตายก็ใจหายเหมือนกัน
ชอบ RoyAi ตอนนี้มากเลยค่ะ กำลังภาวนาให้คู่นี้สมหวังอยู่ เอาใจช่วยอย่างแรง ถ้าไม่สมหวังคงมีเคืองคุณวัวแน่ ๆ 555
Chapter 95 Beyond the Flames
“ชั้นจะพูดอีกครั้งเดียว...ส่งมันมาให้ชั้น เจ้าเหล็กไหล!!”
รอยถูกความโกรธแค้นครอบงำจิตใจจนขาดสติ ผู้พันอัคคีไม่ฟังคำทัดทานของเอ็ด ไม่แม้แต่จะสนใจริซ่าที่กำลังหันปากกระบอกปืนมาทางตนเพื่อหยุดเพลิงแค้นไม่ให้เผาผลาญทำลาย “จิตใจอันดีงามของมนุษย์” ของรอยมากไปกว่านี้
เมื่อเห็นเอ็ดเผชิญหน้ากับรอยอย่างเด็ดเดี่ยว เอ็นวี่ก็ถือโอกาสกัดมือขวาของเด็กหนุ่มหวังจะเข้าครองร่าง ทว่ามือขวาของเอ็ดเป็นเหล็กกล้าเอ็นวี่จึงไม่สามารถแทรกเข้าไปในร่างเอ็ดได้...เอ็นวี่ ปีศาจร้ายที่หัวเราะเยาะมนุษย์ด้วยความดูแคลนมาตลอดกำลังสิ้นท่าด้วยน้ำมือของมนุษย์....
“เจ้านั่นต้องตายอย่างเจ็บปวดและอับอาย ส่งมันมาเดี๋ยวนี้”
หัวใจของรอยถูกย้อมด้วยสีดำทะมึนของโทสะเสียแล้ว...ชายหนุ่มไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากการแก้แค้น
“ไม่” เอ็ดยังคงยืนกรานหนักแน่น
“ส่งมันมาเดี๋ยวนี้เจ้าเหล็กไหล ไม่งั้นชั้นจะเผามือขวาของนายไปพร้อม ๆ กับมันซะเลย!!”
“ถ้าทำได้ก็เอาเซ่!!” เอ็ดตวาดใส่รอยด้วยความโกรธ โกรธที่รอยละทิ้งเป้าหมายของตนที่จะก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุด...ละทิ้งเป้าหมายเพื่อการแก้แค้น
เอ็ดเตือนสติรอยไม่ให้ถลำลึกมากไปกว่านี้ เด็กหนุ่มบอกรอยว่าเป้าหมายของเขาคือตำแหน่งผู้นำอเมสทริส ไม่ใช่การล้างแค้น...
“หัดดูหน้าตัวเองตอนนี้ซะบ้าง นี่น่ะเหรอใบหน้าของคนที่จะนำพาประเทศนี้”
“หรือนายจะปล่อยให้ความแค้นเข้าควบคุมตัวนายจนกลายเป็นสัตว์ชั้นต่ำ...ถ้าต้องการแบบนั้นก็เอาเลย...ถ้านายต้องการแบบนั้นชั้นก็จะไม่ห้าม...ตัวชั้นไม่มีสิทธิ์ห้ามไม่ให้ใครถลำลึกไปกับการแก้แค้น....แต่ชั้นก็สงสัยเหมือนกันว่า โลกที่ถูกนำพาด้วยอสูรกายในร่างมนุษย์จะเป็นยังไง...”
สการ์...ผู้ที่รู้รสของความแค้นมากที่สุดเตือนสติรอยเป็นครั้งสุดท้าย รอยถึงกับอึ้ง ดวงตาเบิกโพลง คำพูดของสการ์เรียกสติของผู้พันอัคคีคืนมา แต่เพลิงแค้นที่สุมอกก็ยังไม่มอดลง..
ริซ่าบอกว่าเธอไม่อาจปล่อยให้รอยฆ่าเอ็นวี่ได้ แต่ก็ไม่สามารถไว้ชีวิตเอ็นวี่ได้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงจะจัดการเอ็นวี่เอง รอยถูกบีบคั้นจิตใจอย่างหนักจึงตะโกนออกมาว่า ในที่สุดตนก็ตามหาคนที่ฆ่าฮิวจ์จนเจอและต้อนจนจนมุมแล้วแท้ ๆ แต่ทุกคนกลับมาขัดขวางไม่ให้ตนปลิดชีวิตศัตรู
“ฉันรู้..ฉันเข้าใจค่ะ แต่...ตอนนี้คุณไม่ได้ทำเพื่อปกป้องประเทศ..ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องพวกพ้อง...คุณในตอนนี้กำลังหน้ามืดตามัวด้วยความโกรธและทำทุกอย่างเพื่อสนองความแค้นของตัวเองเท่านั้น...”
มือขวาของริซ่าที่ถือปืนเตรียมยิงเริ่มสั่นเทา หญิงสาวพยายามอ้อนวอนให้รอยหยุดทำร้ายตัวเอง
“ได้โปรดเถอะค่ะผู้พัน....อย่าไปในที่ที่ฉันตามไปไม่ได้เลย...”
รอยขบกรามแน่นด้วยความสับสน ภาพตัวเองกับฮิวจ์กอดคอกันอย่างสนิทสนมผุดขึ้นมาในหัว หลังจากข่มใจตัวเองแล้วรอยก็พูดกับริซ่าด้วยเสียงราบเรียบว่า หากเธอต้องการยิงเขาเขาก็จะไม่ขัดขืน
“หลังจากชั้นตายแล้วเธอจะทำอะไร...”
“ฉันไม่ต้องการชีวิตที่เป็นสุขปราศจากกังวล...ชีวิตที่เป็นสุขแต่ต้องอยู่อย่างเดียวดาย...หลังจากการต่อสู้นี้จบลงฉันก็จะปลิดชีวิตตัวเองและจากโลกนี้ไปพร้อมกับร่างของนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคี...คนที่ได้เปลี่ยนจิตใจที่น่ายกย่องเป็นความบ้าคลั่ง...”
ในที่สุดรอยก็ยอมแพ้ เพราะเขาเองก็ไม่อาจทนสูญเสียริซ่าได้เช่นกัน
“...ตกต่ำสุด ๆ เลยนะ...ถูกเด็กตวาด ถูกคนที่ครั้งหนึ่งเคยมองฉันเป็นศัตรูสั่งสอน ซ้ำร้ายฉันยังบีบคั้นให้เธอทำอะไรอย่างนั้นอีก...ฉันมันโง่...เอาปืนลงเถอะร้อยโท...ขอโทษนะ...”
รอยพูดพลางหันมาเผชิญหน้าริซ่า แววตาที่เคยคุ้มคลั่งอ่อนโยนลง ชายหนุ่มค่อย ๆ ยื่นมือไปจับมอขวาของริซ่าเพื่อให้หญิงสาวลดปืนลง รอยทรุดตัวลงนั่งด้วยความสำนึกผิด ริซ่าเองก็ทรุดลงนั่งด้วยความโล่งใจเช่นกันที่ในที่สุดนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีคนเดิมก็กลับคืนมา...
“ทำไมพวกแกถึงได้โง่เง่ากันนัก...คำพูดพวกนั้นมันน้ำเน่าสิ้นดี ฟังแล้วคลื่นไส้เป็นบ้า...พวกแกคิดเหรอว่าพวกชั้นต่ำอย่างมนุษย์คู่ควรกับมัน ไม่เลย...พวกแกน่ะควรทำตามใจตัวเอง ปล่อยตัวไปตามสัญชาติญาณดิบที่ติดตัวมามากกว่า...”
เอ็นวี่พูดแทรกขึ้นมาเมื่อเห็นว่ารอยเอาชนะความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นได้สำเร็จ
“ผู้พันมัสแตง สการ์พยายามฆ่าแกมาตลอดไม่ใช่เหรอ”
“เฮ้ เจ้าเปี๊ยก สการ์คือคนที่ฆ่าพ่อแม่ของเพื่อนแกใช่มั๊ย”
“อา...ใช่แล้ว...ยัยเด็กนั่น เด็กจากภาคตะวันออกที่รวมร่างกับหมาเป็นคิเมร่า สการ์ก็ฆ่ามันด้วยนี่นา จริงหรือเปล่า...”
“พูดถึงสงครามอิชวาล สงครามที่ชั้นเป็นคนจุดชนวน...เธอก็ฆ่าชาวอิชวาลไปไม่น้อยเลยนี่ ร้อยโทฮอว์คอาย”
“สการ์ ตอนนี้คนที่ฆ่าเพื่อนพ้องของแกก็อยู่ตรงหน้าแล้ว นี่ไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุดที่จะแก้แค้นหรอกหรือ”
“ฮ่าๆๆๆ ดารามารวมกันพร้อมหน้าเลยนะ ดูสีหน้าพวกแกสิ...เอาเลย..เกลียด..กรีดร้อง..ฆ่า..ถูกฆ่า..แล้วดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด...คลานกับพื้นเหมือนหนอนชั้นต่ำ”
เอ็นวี่พยายามยุแยงให้พวกเอ็ดแตกคอกันทั้ง ๆ ลึก ๆ แล้วเอ็นวี่ก็รู้ดีว่าถึงจะพูดอย่างไรก็ทำลายสายสัมพันธ์ของพวกเอ็ดไม่ได้...เอ็ด รอย ริซ่า และสการ์ มองเอ็นวี่ด้วยความสมเพชเวทนา
“ไม่มีทางที่พวกแกจะลืมหรือให้อภัย ไม่มีวันที่พวกแกจะจับมือปรองดองกันอย่างสันติโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อ...ไม่มีทาง...เป็นไปไม่ได้สำหรับหนอนชั้นต่ำอย่างพวกแก จริงมั๊ยเจ้าเปี๊ยก...ถูกหรือเปล่าฮอว์คอาย..มัสแตง..สการ์..”
ไม่มีใครตอบโต้เอ็นวี่ ทุกคนยืนนิ่ง ยอมรับในความผิดที่เคยทำในอดีต...ตอนนี้ทั้งเอ็ด รอย ริซ่า และสการ์ ประจักษ์ชัดแล้วว่าไม่ควรยึดติดกับอดีต หากแต่ต้องมองไปข้างหน้า..มุ่งสู่เป้าหมายเท่านั้น..พวกเขามีหน้าที่ต้องปกป้องอเมสทริส..
เอ็นวี่โวยวายขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งที่ไม่สามารถปลุกปั่นให้พวกเอ็ดฆ่ากันเองได้สำเร็จ ซึ่งก็เท่ากับว่าเอ็นวี่พ่ายแพ้แก่มนุษย์อย่างราบคาบ...
“เอ็นวี่...นายน่ะ...”
เอ็ดเรียกชื่อเอ็นวี่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากแต่แฝงความเข้าใจอยู่ลึก ๆ ทำให้เอ็นวี่ที่กำลังคุ้มคลั่งสงบลงได้
“นายน่ะ..อิจฉามนุษย์อย่างพวกเราใช่มั๊ย..พวกชั้น..มนุษย์ที่ควรจะอ่อนแอกว่าโฮมุนคูลัสอย่างนายอย่างเทียบกันไม่ได้..แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นเพราะพวกเราพร้อมที่จะยืนหยัดขึ้นมาใหม่และก้าวออกไปข้างหน้าได้...ไม่ว่าจะล้มลงกี่ครั้งก็ตาม...แม้ว่าบางครั้งเราจะเลือกเดินในทางที่ผิด..สับสน..ขัดแย้ง...ถึงจะเป็นอย่างนั้นพวกเราก็ยืนหยัดขึ้นและก้าวต่อไปในเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อมวลมนุษยชาติ...แม้ว่าเป้าหมายของเราจะฟังดูเหมือนอุดมคติ..เหมือนฝันลม ๆ แล้ง ๆ...เราก็ยังคงพยายามต่อไปไม่ลดละ...และถึงเราจะล้มลง ก็จะมีมือของเพื่อนที่ยื่นมาฉุดเราให้ยืนขึ้นและก้าวสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง...”
“เอ็นวี่...นายน่ะอิจฉามนุษย์อย่างเรา เพราะพวกเรามี “ความแข็งแกร่งของมนุษย์” ซึ่งพวกนายไม่มี”
สิ้นคำของเอ็ดเอ็นวี่ก็พยายามดิ้นสุดแรง...ในที่สุดเอ็นวี่ก็เป็นอิสระ โฮมุนคูลัสร่วงจากมือของเอ็ดลงสู่พื้น...
“ชั้น...โฮมุนคูลัสแห่งความริษยา...ถูกพวกมนุษย์ทำเหมือนกับเป็นหนอนตัวหนึ่ง...พวกมนุษย์ที่ไร้ค่ายิ่งกว่าแมลงตัวจ้อย...แถมยังเป็นพวกชั้นต่ำสุดในหมู่มนุษย์ชั้นต่ำซะด้วย...”
ริซ่าเห็นเอ็นวี่ไม่ยอมหยุดพูดจึงเล็งปืนไปที่เอ็นวี่หมายจะปลิดชีวิตแต่สการ์ห้ามเอาไว้เพราะเห็นว่านี่คงเป็นการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของเอ็นวี่แล้ว
“ช่างน่าอับอายอะไรอย่างนี้...ตัวชั้นต้องตกอยู่ในสภาพน่าสมเพช...แล้วเจ้าเด็กนั่น...คนที่ชั้นต่ำน่าขยะแขยงที่สุดในหมู่พวกแก...ก็ดันมองชั้นทะลุปุโปร่ง..เข้าใจตัวชั้นทุกอย่าง...นี่เป็นสิ่งที่น่าอัปยศที่สุด”
“...ทัศนคติที่สูงส่งนั่นจะนำพาพวกแกไปได้สักกี่น้ำกันนะ...ยังไงก็ขอให้โชคดี...”
เอ็นวี่ที่สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างใช้มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ ดึงศิลานักปราชญ์ออกมาจากปาก ดวงตากลมโตเจิ่งนองด้วยน้ำตา แล้วเอ็นวี่ก็รวบรวมแรงทั้งหมดบีบศิลานักปราชญ์จนแตก ศิลาคืนสภาพเป็นของเหลวสีแดง แล้วร่างน้อย ๆ ของเอ็นวี่ก็ค่อย ๆ กลายเป็นฝุ่นทรายและสลายไปในที่สุดพร้อมกับคำพูดสุดท้าย...
“ลาก่อน...เอ็ด..เวิร์ด...เอลริค...”
พวกโอลิเวียร์ต่อสู้กับสโลธอย่างดุเดือด หากแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถล้มสโลธลงได้ บาดแผลน้อยใหญ่บนตัวโฮมุนคูลัสสมานได้อย่างรวดเร็วราวปาฏิหาริย์จนทหารที่เผชิญหน้าอยู่แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ทันใดนั้นเองทหารหน่วยใหม่ก็มาสมทบ ทางกองทัพส่งพวกเขามาจัดการกับโอลิเวียร์ แต่เมื่อสถานการณ์คับขันเพราะต้องรับมือกับกองทัพซอมบี้กินคนและโฮมุนคูลัสร่างยักษ์ โอลิเวียร์จึงออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดสู้กับสัตว์ประหลาดภายใต้การบังคับบัญชาของตน นายพลสาวออกคำสั่งไปพลางใช้ดาบฟันซอมบี้ที่ดาหน้าเข้ามา ส่วนอเล็กซ์ผู้เป็นน้องชายก็เหวี่ยงโซ่ถ่วงตุ้มน้ำหนักขนาดใหญ่จัดการซอมบี้เป็นวงกว้าง
“ปืนใช้กับพวกนี้ไม่ได้ผล...เล็งไปที่หัว อย่างน้อยก็ช่วยไม่ให้พวกมันกัดพวกนายจนตายได้...จัดกลุ่มกลุ่มละสองคนแล้วโจมตีซอมบี้พร้อม ๆ กัน..โชว์พลังของกองทัพเซ็นทรัลให้ชั้นดูหน่อย!!”
โอลิเวียร์บัญชาการด้วยความเด็ดขาดทำให้ทหารที่ถูกส่งมากำจัดตนยอมทำตามแต่โดยดี
เมื่อสโลธนึกขึ้นมาได้ว่าท่านพ่อส่งตนมาฆ่าโอลิเวียร์ โฮมุนคูลัสก็ขยับตัวอย่างเชื่องช้าเพื่อปฏิบัติตามที่ท่านพ่อสั่ง ทว่าอเล็กซ์เหวี่ยงโซ่มาพันขาสโลธเอาไว้
“แกจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
สโลธเห็นอเล็กซ์มาขวางทางจึงหันไปจัดการอเล็กซ์ก่อน อเล็กซ์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองเพราะใช้แขนขวาได้เพียงข้างเดียวเท่านั้น ข้อต่อไหล่ซ้ายหลุดจากการปะทะกับสโลธก่อนหน้า
อเล็กซ์ถูกสโลธใช้แขนมหึมาทุบอย่างแรงไม่ยั้งจนทหารใต้บังคับบัญชากลัวว่าจะรับมือไม่ไหว พวกเขาไม่สามารถหาคนมารักษาไหล่ซ้ายของอเล็กซ์ได้เพราะแพทย์ทหารถูกซอมบี้กินไปเสียแล้ว ขณะที่ทหารกำลังลนลานโอลิเวียร์ก็บอกให้ทุกคนตั้งสติพร้อมบอกว่าการโจมตีของสโลธยังไม่แรงพอที่จะล้มร่างกายที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีของอเล็กซ์น้องชายตนได้
ในที่สุดโอกาสที่อเล็กซ์เฝ้าคอยก็มาถึง สโลธเงื้อมือขึ้นหวังจะตะปบคู่ต่อสู้ อเล็กซ์จึงถือโอกาสนั้นหันไหล่ซ้ายไปเป็นเป้า มือขนาดยักษ์ของสโลธตะปบที่หัวไหล่ซ้ายของอเล็กซ์อย่างจัง ด้วยไหวพริบและการคำนวณที่แม่นยำของอเล็กซ์บวกกับแรงมหาศาลของสโลธทำให้ไหล่ซ้ายของอเล็กซ์กลับเข้าที่พอดี
เมื่อแขนทั้งสองกลับมาใช้ได้อีกครั้ง อเล็กซ์ก็เริ่มโจมตีกลับไม่ยั้งท่ามกลางเสียงเชียร์ของโอลิเวียร์ที่พอใจกับไหวพริบของน้องชาย
อเล็กซ์ใช้วิชาแปรธาตุผสานกับแรงกายมหาศาลยิงกระสุนหนามคอนกรีตที่หลอมจากพื้นไปยังสโลธ กระสุนขนาดมหึมาระดมใส่ร่างสโลธจนพรุนไปทั้งตัว
“นี่แหละแสดงถึงศิลปะในการใช้วิชาแปรธาตุกับกล้ามเนื้ออันงดงามของชั้น... Elegance and excellence!!!"
ศูนย์บัญชาการกลางสั่งให้ทหารบุกค้นคฤหาสน์อาร์มสตรองหลังจากรู้ว่าโอลิเวียร์เป็นกบฏ หากแต่ในคฤหาสน์ไม่มีใครอยู่เลย พบเพียงร่องรอยการประกอบรถถัง (ที่กำลังใช้งานอยู่ในเมือง) เท่านั้น
รถถังที่ประกอบในคฤหาสน์อาร์มสตรองกำลังปิดล้อมป้อมที่ประตูหลักหน้าศูนย์บัญชาการกลางอยู่ นายพลออกคำสั่งจากในศูนย์บัญชาการให้ยิงปืนใหญ่โต้รถถังของบริกส์ทันทีโดยไม่สนใจคำทัดทานของทหารที่แย้งว่า ยังไม่ได้สำรวจเลยว่าประชาชนโดยรอบจะได้รับผลกระทบหรือไม่ เพียงไร
“ฉันรับผิดชอบเอง...ออกคำสั่งยิงปืนใหญ่จากศูนย์บัญชาการกลางไปที่...”
ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้น แรงระเบิดอัดประตูห้องบัญชาการจนพังลง ท่ามกลางฝุ่นควันหนาทึบออโต้เมลปากจระเข้ของบัคคาเนียร์ก็พุ่งเข้าหนีบคอของนายพลผู้บัญชาการรบอย่างรวดเร็ว นายพลถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตื่นตะลึง
“ฉันได้ยินไม่ผิดใช่มั๊ยว่าแกสั่งยิงปืนใหญ่ไปกลางชุมชน...น่าจะออกอากาศซะด้วยเลยนะ...”
“เครื่องแบบนั้นมัน...พวกบริกส์...แก พวกแกเข้ามาในนี้ได้ยังไง”
นายพลแปลกใจที่ศัตรูจากบริกส์บุกเข้ามาถึงห้องบัญชาการในศูนย์บัญชาการกลางได้อย่างง่ายดาย
บัคคาเนียร์ตอบว่าบังเอิญในหมู่พวกตนมีคนที่เคยทำงานอยู่ในศูนย์บัญชาการกลางมาก่อน
“...และบังเอิญว่าหมอนั่นมีความจำดีมากถึงขนาดจำได้ว่าห้องบัญชาการนี้อยู่ที่ไหน...”
นายพลฟังคำตอบของบัคคาเนียร์พลางมองไปที่ฟาลแมน อดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของรอย มัสแตง ที่พวกตนไล่ให้ไปประจำการที่ภาคเหนือเพื่อกำจัดเสี้ยนหนามให้พ้นทาง หากแต่ตอนนี้เสี้ยนหนามอันนั้นย้อนกลับมาทิ่มตำพวกตนเสียแล้ว...
“แล้วเราก็มีคนที่ช่วยสร้างอุโมงค์จากในเมืองตรงมายังห้องนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...”
บัคคาเนียร์พูดพลางปรายตาไปมอง “บุคคลปริศนา” ที่ช่วยขุดอุโมงค์...
“เจ้านั่น...ใครกัน!!?”
นายพลยิ่งทวีความข้องใจมากขึ้น แปลกใจที่พวกบริกส์มีคนที่มีความสามารถขนาดนี้อยู่ด้วย...
“ปกติเวลามีคนถามชั้นจะตอบว่า “แม่บ้าน” แต่ครั้งนี้ชั้นอยากตอบอีกอย่างหนึ่งมากกว่า...”
“ชั้น...นักเล่นแร่แปรธาตุ..อิสึมิ!!!...”
อิสึมิ เคอร์ติส อาจารย์ของสองพี่น้องเอลริค กองกำลังที่แข็งแกร่งปรากฏตัวแล้ว!!
เปิดตอนค่ะ (จิ้มขยายได้นะคะ)
พออ่านตอนนี้จบก็คิดถึง Leviathan ค่ะ ไม่รู้คุณวัวจะได้แรงบันดาลใจมาออกแบบเอ็นวี่ร่างนี้หรือเปล่า
คิดว่าอาจเกี่ยวบ้างเพราะยังไงลิเวียธาณ (บางคนเรียก รีไวอาซัน ค่ะ น้องเราก็เรียกแบบนั้น ไม่รู้ว่าเรียกแบบไหนถึงจะถูกแฮะ ^^''') ก็เป็นปีศาจแห่งความริษยาอยู่แล้ว แถมว่ากันว่าสิ่งที่ลิเวียธาณอิจฉาที่สุดคือ มนุษย์นั่นเอง
ต่ออีกนิด มีหลาย ๆ ตำนานที่กล่าวถึง ลิเวียธาณ ลิเวียธาณมีรูปร่างไม่แน่นอน อาจเป็นดาบ เป็นงู เป็นปลา ปลาวาฬ แต่เราไปเจอรูปนี้ในวิกิ ก็คิดว่า อืม...ไม่แน่ ^^''
อนึ่ง อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย
พบกันใหม่ตอนหน้านะคะ (ไม่รู้จะได้พิมพ์ประโยคนี้อีกกี่ตอน เพราะใกล้จบเต็มทีแล้ว >3<)
บายค่า ^^//
My Spoilers
My Projects


อร๊าง~ อ.อิซึมิออกมาแหล่วววว =w=b!!!
ขอบคุณที่เอามาแปะแบ่งบันกันเด้อ
#1 By ※ Rokang ※ on 2009-05-12 20:52