FMA 94 The Flame of Revenge
posted on 12 Apr 2009 02:18 by palmcj in Alchemic-world
ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านนะคะ ^^//
FMA ตอนนี้ป๋าเด่นมาก ป๋าเท่มาก ป๋าเทพมากกก คือกว่าจะพิมพ์สปอยเสร็จก็สครีมป๋าไปหลายรอบ (ไฟป๋านอกจากจะเผาเอ็นวี่แล้วยังลามมาถึงคนแถวนี้ด้วยค่ะ ละลายกันเลยทีเดียว 555)
มีประกาศความนิยมตัวละครกับหน้าสี แถมปก GanGan ด้วย ยกยอดไว้ท้ายสปอยเลยนะคะ ^^
Chapter 94 The Flame of Revenge
เสียงและควันจากระเบิดที่เกิดจากการก่อการของพวกรอยและกองกำลังบริกส์สร้างความหวั่นวิตกแก่ชาวเมืองเซ็นทรัลเป็นอย่างมาก ในร้านอาหาร..ทั้งลูกค้าและพนักงานต่างก็แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้ ทุกคนกลัวว่านี่จะเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย ไม่นานนักก็มีชายคนหนึ่งพรวดพราดเข้ามาในร้าน บอกให้เจ้าของร้านเปิดคลื่นวิทยุของสถานี Radio Central เจ้าของร้านติงว่าคลื่นนั้นมีแต่รายการน่าเบื่อ
“เร็วเข้าเถอะ ก่อนรายการจะถูกทางการตัดสัญญาณ”
ท่าทางกระตือรือร้นของชายหนุ่มทำให้เจ้าของร้านเปิดวิทยุด้วยความอยากรู้อยากเห็น...
รายการที่กำลังออกอากาศอยู่คือ การสัมภาษณ์สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งอเมสทริส..คุณนายแบรดเล่ย์ ภรรยาของผบ.สูงสุด
คุณนายแบรดเล่ย์เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทหารพยายามสังหารเธอแลกกับการจับกุมรอย มัสแตง เมื่อผู้จัดรายการถามถึงเรื่องของคิงก์ แบรดเล่ย์ คุณนายแบรดเล่ย์ก็ตอบว่าขณะนี้สามีเธอควบคุมการฝึกภาคสนามอยู่ที่ภาคตะวันออก
รายการยังคงกระจายข่าวอย่างต่อเนื่องว่าพวกระดับสูงในกองทัพอาศัยจังหวะที่ผบ.สูงสุดไม่อยู่ทำการยึดอำนาจ อีกทั้งคุณนายแบรดเล่ย์ยังเสริมว่าตอนนี้ทางเข้าทุกทางของศูนย์บัญชาการกลางถูกปิดทำให้ไม่สามารถติดต่อคนข้างในได้เลย คำให้สัมภาษณ์ของสตรีหมายเลขหนึ่งทำให้ทั้งเมืองตกอยู่ในความตื่นตระหนก จ่าเดนนี่ บรอชที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในตลาดถึงกับหยุดฟัง แม้แต่ผู้คนในเมืองริออร์ก็สนใจข่าวใหญ่นี้ ทว่าฮาวอคกลับนั่งสูบบุหรี่ฟังข่าวอยู่ในร้านของตนอย่างสบายอารมณ์ สีหน้ามีแววพึงพอใจแฝงอยู่
“ถ้าตอนนั้นไม่ได้พันเอกมัสแตงช่วยไว้ ฉันคงตายไปแล้ว..”
ทันทีที่พวกระดับสูงในกองทัพรู้ว่าสถานี Radio Capital กำลังออกอากาศรายการที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพวกตนอย่างรุนแรง พวกระดับสูงในกองทัพก็สั่งให้ทหารจำนวนหนึ่งตรึงกำลังอยู่ที่หน้าสถานีวิทยุเพื่อเตรียมบุก ขณะเดียวกันพวกเบรด้าที่รู้ทันกองทัพก็เตรียมพร้อมรับมือจากด้านในสถานี (พวกเบรด้าอยู่เบื้องหลังรายการสัมภาษณ์คุณนายแบรดเล่ย์)
“...ขอร้องเถอะ...ได้โปรด...เซริม...ฉันติดต่อเซริมไม่ได้...ใครก็ได้ช่วยที...”
คุณนายแบรดเล่ย์ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป ความห่วงใยและกังวลอย่างสุดซึ้งถึงสามีและลูกทำให้เธอร้องไห้อย่างหนักจนผู้จัดรายการต้องเข้ามาปลอบให้สงบลง...
รอสเห็นปฏิกิริยาของคุณนายแบรดเล่ย์ก็รู้ทันทีว่าภรรยาผบ.สูงสุด ยังไม่รู้เรื่องที่เซริมเป็นโฮมุนคูลัส ฟิวรี่เสริมว่าแม้แต่เรื่องที่แบรดเล่ย์หายตัวไปในเหตุการณ์ระเบิดรถไฟคุณนายแบรดเล่ย์ก็ยังไม่รู้ เบรด้าส่งสัญญาณเรียกพิธีกรรายการให้เอาไมค์มาให้ตน เบรด้าบอกความจริงกับทุกคนในห้องส่งว่ารถไฟโดยสารของคิงก์ แบรดเล่ย์ ถูกวางระเบิดที่ภาคตะวันออก และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของผบ.สูงสุดเลย คุณนายแบรดเล่ย์ได้ฟังความจริงถึงกับทรุด เรี่ยวแรงที่มีอยู่เพียงน้อยนิดหายไปจนหมดสิ้น
“พวกระดับสูงในกองทัพบางคนเคลือบแคลงในตัวพันเอกมัสแตงมาตลอด (ว่าไม่จงรักภักดี) แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดกับคุณนายแบรดเล่ย์ในครั้งนี้...พวกเราได้เห็นแล้วว่าพวกระดับสูงในกองทัพส่วนหนึ่งพยายามกำจัดท่านผบ.สูงสุด..”
เบรด้ากล่าวทิ้งท้าย
คำให้สัมภาษณ์ของเบรด้าเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ นายพลที่อยู่ในศูนย์บัญชาการโทรไปสั่งให้สถานีวิทยุยุติการออกอากาศอย่างโกรธจัด
“...หยุดการออกอากาศเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นแกคงรู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันสถานีนั่น!!”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับท่าน เพราะตอนนี้พวกนั้นจับเจ้าหน้าที่บางส่วนของเราเป็นตัวประกัน แม้แต่พวกเราก็ถูกปืนจี้อยู่ตลอด จะกระดิกไปไหนยังไม่ได้ จะให้ขัดขืนคงไม่ไหวหรอกครับ...พวกนั้นมีมากเกินไป...”
ผู้จัดการสถานีโกหกนายพล จริง ๆ แล้วไม่มีการบังคับหรือจับตัวประกันแต่อย่างใด ทุกคนในสถานีให้ความร่วมมือกับพวกเบรด้าในการออกอากาศ “สกู๊ปข่าวเด็ด” เป็นอย่างดี พนักงานแต่ละคนนั่งจิบกาแฟผ่อนคลายพร้อมส่งสัญญาณกันอย่างลับ ๆ ให้ออกอากาศต่อไป ฟิวรี่ส่งสัญญาณลับให้ผู้จัดการ ผู้จัดการจึงแกล้งเล่นละครตามที่เตี๊ยมกันทันที
“ยะ..หยุดนะ อย่ายิงชั้นเลย!!”
ผู้จัดการทำเป็นร้องขอชีวิตแล้วถือโอกาสตัดสายจากศูนย์บัญชาการเสีย ทุกคนในสถานีวิทยุให้ความร่วมมือกับพวกเบรด้าเป็นอย่างดี
“ดีแล้ว...อย่าตัดสัญญาณนะ”
“นายจะต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ถ้าไม่เสนอข่าวเจ๋ง ๆ แบบนี้”
“อำนาจของทรราชปิดปากสื่อมวลชนอย่างเราไม่ได้หรอก..”
มวลชนต่างตกใจกับข่าวการหายตัวไปของแบรดเล่ย์ เดนนี่ยืนนิ่งครุ่นคิดอยู่ท่ามกลางชาวบ้านที่แตกตื่น ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเลยก็ดังขึ้นจากวิทยุ..
“พันเอกมัสแตงและพวกเราซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกัน...แม้ความสามารถของเราจะมีจำกัด พวกเรามีความมุ่งมั่นที่จะสานต่ออุดมการณ์ของท่านผบ.สูงสุด และในนามของความเที่ยงธรรม เราจะต่อสู้กับอาชญากรที่ชั่วร้ายพวกนี้อย่างเต็มกำลัง...”
จ่าบรอชแทบไม่อยากเชื่อที่ได้ยินเสียงของมาเรีย รอส อีกครั้ง...
กราแมนก็ฟังรายการอยู่ที่ฐานทัพภาคตะวันออกเช่นกัน นายพลเฒ่าหัวเราะเมื่อได้ฟังคำพูดของรอส
“...พวกนั้นใช้การหายตัวไปของแบรดเล่ย์มาอ้างเพื่อหาความชอบธรรมให้ตัวเอง... “ความเที่ยงธรรม” ..พวกนั้นใช้คำได้ดีนะ...ชาวอเมสทริสได้ฟังคงจะเคลิบเคลิ้มแน่ ๆ...”
กราแมนพูดกับลูกน้อง...
เบรด้าแซวรอสที่เลือกใช้คำที่กำกวมอย่าง “ความเที่ยงธรรม” รอสยักไหล่พร้อมตอบว่าตนไม่แคร์ตราบใดที่ความรู้สึกแง่บวกที่ผู้คนมีต่อคำคำนี้เป็นประโยชน์ต่อแผนการก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใช้คำนี้สื่อไปยังประชาชนชาวอเมสทริส
“ถูกเผงเลย...ใครก็ตามที่ยกคำนี้ขึ้นมาอ้างก่อนก็เหมือนได้ชัยชนะไปแล้วนั่นแหละ...” หนึ่งในผู้ร่วมทีมสนับสนุนความคิดของรอส
เป็นไปตามที่คาด หลังจากรายการเรดิโอเซ็นทรัลแพร่บทสัมภาษณ์ของคุณนายแบรดเล่ย์ และคำพูดของเบรด้ากับรอสแล้ว ทุกซอกทุกมุมของอเมสทริสต่างก็พูดถึงเรื่องการหายตัวไปของผบ.สูงสุด ความเคลือบแคลงในพวกเบื้องบนของกองทัพเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
“พวกมัสแตงพูดเรื่องจริงนะ...พวกเราเดินทางมาจากตะวันออกเมื่อหลายวันก่อน รถไฟที่ผบ.สูงสุดโดยสารเกิดระเบิดขึ้นจริง...”
ชาวอิชวาล (ซึ่งน่าจะเป็นพวกรอย) เติมเชื้อไฟให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ชาวเมืองเซ็นทรัลจึงคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของกองทัพทุกฝีก้าว...หากเกิดอะไรขึ้นกับสถานีเรดิโอเซ็นทรัลหรือคุณนายแบรดเลย์แสดงว่าสิ่งที่พวกตนได้ยินมาทั้งหมดเป็นความจริง...มีการทรยศในเบื้องบนของกองทัพ...
สิ่งนี้เองทำให้กองทัพไม่สามารถเข้ากวาดล้างพวกเบรด้าในสถานีวิทยุได้เลย...
ขณะเดียวกันกองกำลังเซ็นทรัลก็ต้องรับศึกหนักในการต่อสู้กับกองทัพบริกส์ แม้ว่ากองทัพเซ็นทรัลดูเหมือนจะได้เปรียบด้านกำลังพลและอาวุธ ทว่ากลับเสียทีให้กองทัพบริกส์และล่าถอยไปเรื่อย ๆ หัวหน้ากองตวาดลูกน้องเมื่อได้รับรายงานว่าทหารเซ็นทรัลกำลังเสียเปรียบอย่างหนัก
พลทหารให้เหตุผลว่าศัตรูมีอาวุธมากกว่าที่คิดจึงไม่สามารถต้านไว้ได้ หัวหน้ากองไม่เชื่อเพราะตามหลักแล้วกองทัพบริกส์ต้องเดินทางรอนแรมมาไกลจึงไม่น่าจะขนอาวุธติดตัวมาได้มาก
ทันใดนั้นก็มีวิทยุติดต่อจากหน่วยป้องกันซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับทหารจากบริกส์อยู่ เสียงอื้ออึงจากปลายสายทำให้พอจะเดาได้ว่าเกิดความชุลมุนอย่างมากในแนวรบ...ขณะที่นายทหารกำลังจะรายงานเกี่ยวกับกำลังและอาวุธของศัตรู กองกำลังของเซ็นทรัลก็แตกพ่ายและสัญญาณวิทยุก็ดับไป
หัวหน้ากองคว้ากล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องดูกองทัพบริกส์ทันที ภาพที่เห็นทำให้เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง...
...กองทัพบริกส์นำรถถังมาด้วย...
ภาพสุดท้ายที่หัวหน้ากองผู้เคราะห์ร้ายได้เห็นคือ ลำกล้องของรถถึงหันมายังทิศที่ตนยืนอยู่ ในพริบตานั้นป้อมสังเกตการณ์ก็ระเบิดเป็นจุณ!
“สการ์...เจ้าเหล็กไหล...เจ้านี่ปล่อยชั้นจัดการเอง...มันเป็น (เหยื่อ) ของชั้น...”
เมื่อได้รู้ความจริงเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของฮิวจ์ สติของรอยก็ขาดลงทันที ผู้พันนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีสีหน้าเหี้ยมเกรียมเป็นคนละคน เอ็ดถึงกับหน้าถอดสี หากแต่เอ็นวี่ในคราบของกราเซียกลับยิ้มกริ่มอย่างชั่วร้ายและเหมือนกับพึงใจเล็ก ๆ ที่สามารถยั่วโทสะรอยได้ขนาดนี้...
เจลโซไม่อยากยุ่งกับเอ็นวี่จึงปล่อยให้รอยทำอย่างที่ต้องการ ขณะที่คิเมร่าคางคกกำลังถอยห่างจากเอ็นวี่ แขนซ้ายน่าขยะแขยงของเอ็นวี่ก็ยืดมาพันรอบคอคิเมร่าเอาไว้...
“ใครอนุญาตให้แกไป หือ... เรามีหนี้ที่ต้องสะสางกัน...แกทำกับชั้นได้แสบมากที่ภาคเหนือ...”
ทันใดนั้นเองเปลวไฟก็ลุกโชนขึ้น เผาภายในปากของเอ็นวี่เป็นเถ้าธุลี ความเจ็บปวดที่ได้รับทำให้เอ็นวี่ร้องโหยหวนอย่างทรมานและไม่สามารถคงร่างของกราเซียไว้ได้อีก...
“นี่แกยังมีหน้าพล่ามกับคนอื่นทั้ง ๆ ที่ชั้นกำลังจะลุยอีกเหรอไง...ปากที่เอาแต่พล่ามไม่หยุดของแกคงอัดน้ำมันไว้เต็มเลยสินะเอ็นวี่ มันไหม้ได้ดีทีเดียวล่ะ...”
เอ็ดเห็นท่าจะไม่ดีจึงถามริซ่าว่าแน่ใจหรือว่าริซ่ากับรอยสามารถจัดการกับเอ็นวี่ได้ตามลำพัง
“ยังไงชั้นก็ต้องช่วยผู้พัน...ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับชั้นละก็...ช่วยทำหน้าที่แทนชั้นด้วยนะ...เอ็ดเวิร์ด...”
ริซ่าตอบเอ็ดด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว แม้ว่าในใจจะเกิดความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาดก็ตาม...
“ตะ..แต่ว่า”
เอ็ดยังไม่อยากปล่อยรอยให้จัดการกับเอ็นวี่กับริซ่าตามลำพัง
ดาริอุสบอกเอ็ดว่าไม่ต้องเป็นห่วงรอย ....ด้วยความสามารถและประสบการณ์ของรอย เขาสามารถจัดการกับโฮมุนคูลัสตนสองตนได้อย่างสบาย เอ็ดตอบดาริอุสว่าเขาไม่ได้กังวลว่ารอยจะพ่ายแพ้ต่อเอ็นวี่...ดาริอุสไม่เข้าใจสิ่งที่เอ็ดพูด หากแต่สการ์...คนที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเพลิงแค้นเช่นเดียวกับรอย...เข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจเอ็ด (และริซ่า) เป็นอย่างดี...
เอ็นวี่เยาะเย้ยรอยพร้อมกับค่อย ๆ เปลี่ยนร่างเป็นปีศาจตัวมหึมา...
รอยสัมผัสได้ถึงความอันตรายของเอ็นวี่ ผู้พันหนุ่มจึงสั่งให้ริซ่าถอยไปห่าง ๆ
“...เพื่อแสดงความเคารพต่อมิตรภาพของแก...ชั้นคนนี้จะสู้ในร่างจริงล่ะนะ...”
เอ็นวี่จู่โจมเข้าใส่รอยทันทีอย่างย่ามใจ เพราะคิดว่าขนาดตัวที่ต่างกับรอยหลายสิบเท่าจะทำให้ตัวเองได้เปรียบและสามารถจัดการรอยได้อย่างง่ายดาย...
ทว่าคราวนี้เอ็นวี่ประเมินคู่ต่อสู้ผิดไป ยังไม่ทันสิ้นคำโอ้อวดตัวของเอ็นวี่ ประกายไฟก็พุ่งจากมือซ้ายของรอยเข้าที่ตาของปีศาจร้ายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เอ็นวี่ร้องโหยหวนอย่างทรมาน
“รู้สึกยังไงที่ของเหลวในตาระเหยไปจนหมด คงจะเจ็บชนิดที่จินตนาการไม่ออกเลยล่ะสิ”
รอยเย้ยเอ็นวี่ สีหน้านั้นเย็นชาไร้ความปรานี นักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีเผาเอ็นวี่ไม่ยั้ง สองมือของรอย มัสแตงสร้างไฟแห่งความแค้นลูกแล้วลูกเล่าใส่โฮมุนคูลัส เอ็นวี่ต้องทรมานแสนสาหัสในทะเลเพลิง...
“ร่างนี้ของแกเป็นได้แค่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นสำหรับชั้น...นี่แกคิดว่ากะอีแค่ขยายร่างให้ใหญ่แล้วจะชนะงั้นเหรอ โง่สิ้นดี!!”
“เอ้า...รีบ ๆ สร้างร่างใหม่แล้วลุกขึ้นมาเร็วๆ เข้า ชั้นจะให้แกได้ลิ้มรสความทรมานนี้ซ้ำ ๆ จนกว่าแกจะตาย...”
รอยในตอนนี้แทบไม่เหมือนพันเอกขี้เล่นคนเดิม ชายหนุ่มถูกสุมไปด้วยเพลิงแค้นที่พร้อมจะเผาทุกสิ่งให้เป็นธุลีไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง...
“นี่สินะ...นี่สินะเปลวไฟที่ปลิดชีวิตลัสท์!!”
ในที่สุดเอ็นวี่ก็รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของวิชาแปรธาตุอัคคี
เอ็นวี่อาศัยจังหวะที่รอยเผลอใช้หางขนาดใหญ่ฟาดประตูจนพัง ทันทีที่รอยชะงักเพราะเศษอาคารที่ร่วงลงมา เอ็นวี่ก็คืนร่างเดิมแล้วหนีไป...
ริซ่าร้องเรียกรอยที่กำลังตามเอ็นวี่ไป รอยสั่งให้ริซ่าคอยอยู่ที่เดิมส่วนตนจะจัดการกับเอ็นวี่เอง
ริซ่าเห็นแววตาที่ถูกครอบงำด้วยโทสะของรอยก็ตัดสินใจเด็ดขาด...หญิงสาวรีบรุดตามรอยไปอย่างไม่ลังเล
พวกเอ็ดที่แยกกับรอยและริซ่ากำลังสืบหาที่อยู่ของท่านพ่อโดยอาศัยความสามารถในการสัมผัสพลังชี่ของเหม่ย ยิ่งพวกเอ็ดเข้าใกล้ท่านพ่อมากเท่าไหร่ พลังชี่ที่เหม่ยสัมผัสได้ก็ยิ่งมหาศาลขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับสัญชาติญาณสัตว์ป่าของดาริอุสและเจลโซที่สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่น่าขนพองสยองเกล้าอย่างที่สุด
“สการ์...ขอเวลาสักเดี๋ยวได้ไหม”
เอ็ดเป็นห่วงรอยจนต้องขัดจังหวะในการเดินทางของเพื่อน ๆ
“เรื่องนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีสินะ...ในฐานะที่ชั้นก็เป็นคนหนึ่งที่เคยหมกมุ่นอยู่กับการแก้แค้นมาก่อน...ชั้นเข้าใจความรู้สึกของหมอนั่นดี...คนคนนั้นถ้ายังไม่เลิกทำแบบนี้ล่ะก็...ในที่สุดไฟแห่งความแค้นจะทำลายจิตใจของเขาด้วยเช่นกัน...”
คำพูดของสการ์ทำให้เอ็ดตัดสินใจกลับไปหารอยทันที...
รอยโกรธจนหน้ามืดที่เอ็นวี่เอาแต่ซ่อนตัว นักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีจึงตะโกนขู่เอ็นวี่ว่าหากไม่ออกมาจะเผาทุกอย่างให้เรียบจนกว่าจะเจอตัวเอ็นวี่...เอ็นวี่เห็นท่าไม่ดีจึงใช้แผนการใหม่แทน เพราะหากเอ็นวี่ปล่อยให้รอยเผาทุกอย่างตามต้องการ ห้องของท่านพ่อก็อาจโดนลูกหลงไปด้วย และแผนการทุกอย่างก็จะพังทลาย...
ทว่าเอ็นวี่คาดการณ์ผิดอีกครั้ง รอยลงมือเผาร่างที่เหมือนฮิวจ์เป็นจุณอย่างไม่ลังเล
“ฮิวจ์น่ะตายไปแล้ว...และจะไม่มีวันกลับมาอีก ตอนนี้อุบายงี่เง่าของแกก็ทำได้แค่ราดน้ำมันลงบนเพลิงแค้นของชั้นเท่านั้นแหละ!!”
รอยลั่นวาจาพร้อมกับจุดไฟเผาเอ็นวี่อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าใช้เล่ห์กลกับรอยไม่ได้ เอ็นวี่จึงตัดสินใจเสี่ยงชีวิตใช้การต่อสู้ประชิดตัว เพราะคิดว่าในระยะประชิดรอยจะไม่สามารถใช้วิชาแปรธาตุอัคคีได้ หากรอยทำอย่างนั้นเปลวเพลิงที่รุนแรงก็จะลามใส่รอยด้วยเช่นกัน...
เอ็นวี่จึงพุ่งเข้าจู่โจมรอยทันที หากแต่รอยใช้มือซ้ายสร้างประกายไฟอีกครั้ง ประกายไฟนั้นพุ่งเข้าเผาตาของเอ็นวี่อย่างแม่นยำราวกับจับวาง แรงอัดของระเบิดเพลิงที่ดวงตาทั้งสองส่งร่างของเอ็นวี่ให้กระเด็นออกจากตัวรอย รอยถือโอกาสนั้นใช้ระเบิดเพลิงที่รุนแรงจากมือขวาเผาร่างของเอ็นวี่เป็นเถ้าธุลี
“บ้าชิบ..เจ้านั่นใช้มือหนึ่งสร้างประกายไฟโจมตีในจุดเล็ก ๆ แล้วใช้ระเบิดเพลิงจากอีกมือหนึ่งโจมตีเป็นวงกว้าง...สถานการณ์ของเราในตอนนี้เป็นรองอย่างสมบูรณ์เลย!!”
เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่สามารถเทียบชั้นรอยได้ เอ็นวี่จึงกระโดดลงไปยังชั้นล่าง...รอยหัวเสียที่เอ็นวี่หนีไปได้อีกครั้ง...
ริซ่าซุ่มอยู่ที่มุมตึก...ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงฝีเท้าของคนคนหนึ่งเท่านั้น เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่มุมที่ริซ่าซ่อนอยู่พอดี ทันทีที่เสียงฝีเท้าหยุดลงริซ่าก็โผล่ออกมาพร้อมจี้ปืนไปยังเป้าหมาย ส่วนรอยซึ่งเป็นเจ้าของเสียงก็ยื่นแขนซ้ายออกไปอยู่ในท่าเตรียมจู่โจม
“ชั้นบอกให้รออยู่เฉย ๆ ไม่ใช่หรือร้อยโท” รอยถามริซ่า
“ขอโทษค่ะ แต่ฉันไม่สามารถอยู่เฉย ๆ โดยไม่ช่วยอะไรได้...”
ริซ่าถามรอยว่าเอ็นวี่หายไปไหน รอยตอบว่าใต้ดินนี้มืดเกินไปจนคลาดสายตาจากโฮมุนคูลัส
“อยู่ใกล้ ๆ ฉันเอาไว้นะ ร้อยโท...ตามฉันมา..”
รอยพูดพลางเดินนำหน้าริซ่าไป
ทว่าในวินาทีที่รอนหันหลังกลับ ริซ่าก็ยิ้มพร้อมจี้ปืนไปที่หัวของรอย
“ทำอะไรของเธอน่ะร้อยโท รู้มั๊ยว่ากำลังจี้ปืนมาที่ใครอยู่..”
“คุณถามว่าปืนของฉันกำลังเล็งใครอยู่สินะ...เป็นตลกที่ห่วยสิ้นดี...ฉันจะบอกอะไรให้...เวลาเราอยู่กันตามลำพังพันเอกจะเรียกฉันว่า “ริซ่า”...”
“บ้าชะมัด..นี่พวกแกมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแบบนั้นหรอกเหรอ??”
เมื่อเห็นว่าร่างของรอยใช้หลอกริซ่าไม่ได้เอ็นวี่ก็ตั้งท่าจะหนี
“โกหกน่ะ”
ริซ่าอาศัยจังหวะที่เอ็นวี่เผลอยิงเข้าที่หัวอย่างไม่ปรานี ความเจ็บปวดทำให้เอ็นวี่คืนร่างเดิม...
“ขอบใจที่หลงกลนะเอ็นวี่..ตอนนี้ขอชั้นจัดการนายเลยแล้วกัน”
ริซ่าควักปืนสองกระบอกที่เหน็บอยู่ข้างหลังออกมาแล้วสาดกระสุนใส่เอ็นวี่ไม่ยั้ง...
เอ็นวี่โกรธจัดที่ถูก “มนุษย์ธรรมดา” อย่างริซ่าเล่นงาน โฮมุนคูลัสจึงยืดแขนเข้าโจมตีริซ่า แขนนั้นเฉี่ยวไหล่ริซ่าเป็นแผลยาว หากแต่ริซ่าไม่ยี่หระแต่อย่างใด หญิงสาวทิ้งปืนที่กระสุนหมดแล้วคว้าไรเฟิลยิงต่อทันที
เอ็นวี่ถูกกระสุนนับไม่ถ้วนจนร่างกายสะบักสะบอม ทว่าปีศาจเจ้าเล่ห์ยังไม่สิ้นท่า เอ็นวี่ทำให้มืออยู่ในสภาพกึ่งของเหลวชอนไชเข้าไปใต้แผ่นกระเบื้องที่พื้นตรงที่ริซ่ายืนอยู่แล้วงัดขึ้นมา ริซ่าเสียหลักล้มลง
เอ็นวี่ไม่ปล่อยโอกาสทองนี้ให้หลุดลอยไป ปีศาจแห่งความริษยาใช้มือที่ยืดหยุ่นนั้นรัดคอริซ่าไว้แน่น
“ฮ่าๆๆๆ คราวนี้ตาชั้นบ้างล่ะ ชั้นจะฉีกแกเป็นชิ้น ๆ แล้วเอาไปโยนต่อหน้าพันเอก!!”
ขณะที่เอ็นวี่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ย่ามใจในชัยชนะ ระเบิดเพลิงที่รุนแรงก็เข้าอัดร่างของเอ็นวี่เป็นเถ้าถ่านอีกครั้ง
“แกทำอะไรกับลูกน้องคนสำคัญของชั้น..”
รอยเดินออกมาจากความมืดอย่างช้า ๆ ไปยืนอยู่ต่อหน้าเอ็นวี่ที่นั่งอย่างหมดท่าหลังจากเพิ่งฟื้นจากความตาย
“อย่าฝืนเลยร้อยโท ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจัดการเองได้”
รอยหันไปพูดกับริซ่าอย่างอ่อนโยน
เมื่อหันมาเผชิญหน้ากับเอ็นวี่อีกครั้ง สีหน้ารอยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีเผาเอ็นวี่อย่างไม่ปรานีจนร่างมนุษย์ของเอ็นวี่สลายไป เหลือเพียงลูกน้ำน่าตาน่าเกลียดดิ้นทุรนทุรายออกมาจากหน้าผากของร่างที่ค่อย ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงลอยไปในอากาศ...
รอยเดินไปเหยียบร่างเล็ก ๆ นั้นด้วยความแค้น ผู้พันหนุ่มค่อย ๆ บี้ร่างเอ็นวี่อย่างช้า ๆ เหมือนจะให้ตายอย่างทรมานที่สุด
“เนี่ยเหรอร่างจริงของแก...อัปลักษณ์จริง ๆ ตอนนี้ชั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมแกถึงชื่อ เอ็นวี่ ความริษยาเป็นอารมณ์ที่น่าชัง ... หายไปซะ!!”
รอยตวาดพร้อมกับดีดนิ้วเพื่อจุดไฟเผาเอ็นวี่...ล้างแค้นให้เพื่อนรัก...
“ชั้นไม่อยากตายยยยย----ม่ายยยย!!!!”
“พอได้แล้วค่ะพันเอก ที่เหลือฉันจัดการเอง”
“อีกแค่ครั้งเดียวมันก็จะหายไปตลอดกาลแล้ว...ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเธอ ไม่อยากได้ด้วย ลดปืนลงซะ”
“ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้ค่ะ ได้โปรด...หยุดเถอะ...”
รอยหัวเสียที่ริซ่าขัดใจตนจึงตวาดให้ลดปืนลง ทันใดนั้นเองเอ็ดก็ใช้วิชาแปรธาตุชิงร่างของเอ็นวี่มาจากรอยได้
“เจ้าเหล็กไหล...ส่งมันมาให้ชั้น”
รอยที่หน้ามืดไปกับความแค้นสั่งเอ็ดให้คืนเอ็นวี่มาเสีย
เอ็ดหน้าถอดสีเมื่อเห็นแววตาอันแสนมืดมนของรอย มัสแตง
รอย มัสแตง ที่ถูกความพยาบาทเข้าครอบงำ ระเบิดอารมณ์อย่างโกรธเกรี้ยวรุนแรง...อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกันแน่..?
ตอนนี้คุณวัวแอบเล่นมุกเอพริลฟูลหรือเปล่านะ ที่ริซ่าหลอกเอ็นวี่นั่นมันอะไรคะ (คนแถวนี้พลอยถูกหลอกไปแว่บนึง แย่มาก 5555)
หน้าเปิดค่ะ (จิ้มขยายได้นะคะ)
แค้นที่แพ้ถั่วขนาดนั้นเชียว
2. รอย
3. ริซ่า
4. อัล
5. วินรี่
6. เอ็นวี่
7. ฮาวอค
8. โอลิเวียร์
9. หลิน
10. รันฟาน
12.กรีด
13. กรีลิน
14.คิมลี่ย์
15. โฮเอนไฮม์
16. ฮิวจ์
17. สการ์/คุณวัว (อันดับสิบเจ็ดร่วมค่ะ)
19. โยกิ
20. เสี่ยวเหมย
21. ไพร์ด
22. เหม่ยจัง
23. ลัสท์/ แบล็กฮายาเตะ
25. อิสึมิ/ กราเซีย
27. กลัทโทนี่ย์
28. คิงก์ แบรดเล่ย์
29. รอส/ เฮนเคล
ปก GanGan (และเป็นปกเล่ม 22 ด้วยค่ะ) -- จิ้มขยายได้ค่า >3<
จะบอกว่า raw ตอนนี้ออกในวันเกิดพอดีเลยล่ะ สครีมกันรับวันแก่เลยทีเดียว (กรุณาอย่าถามอายุ orz)
เพราะงั้นเลยมาสปอยช้าเพราะวันนั้นมัวแต่ไปวัด + ไปข้างนอกกว่าจะกลับบ้านก็หมดแรงแล้ว (แสดงว่าแก่จริง..สินะ....สินะ...สินะ...สินะ....)
อ่านตอนนี้จบแล้วอยากอ่านตอนหน้าต่อเลย เอ็นวี่นี่สารพัดพิษดีจริง ๆ ตอนหน้าไม่รู้ป๋าจะจิตหลุดหรือเปล่า (แค่นี้ก็แทบจะไม่ไหวแล้วค่า XD)
ไว้เดือนหน้าเจอกันใหม่นะคะ
บายค่า
My Spoilers
My Projects



ป๋ารอยหน้ามืดไปแร้วววว =[]=;
แต่ป๋าทำดีเค่อะ หมั่นไส้เอนวี่มานานแล้ว (อ่าว?)
ปล. เห็นชื่อตอนนี้เป็น Flame of Recca อะค่ะ ..........(ง่วงจนเมาแล้ว Orz)
ปล2. สราสสสเค่อะ
#1 By ※ Rokang ※ on 2009-04-12 04:16