FMA 89 The Return of The Warriors

posted on 13 Nov 2008 21:33 by palmcj  in Alchemic-world

ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยค่ะที่มาลงช้า  พอดีเพิ่งหายป่วย  แถมวันนี้ไม่รู้เป็นอะไรนั่งทำไปได้ครึ่งเดียวเกิดปวดหลังขึ้นมาซะงั้น (นี่เราแก่แล้วเหรอเนี่ย o_O")  เลยต้องพักก่อนค่ะ  เพิ่งจะมาทำต่อเมื่อกี๊นี้เอง ^^'

ตอนนี้เหมือนรียูเนี่ยนเลยค่ะ  ตัวละครเก่า ๆ ออกมาเยอะ  อ่านจบแล้วนับถือในความสามารถในการใช้ตัวละครของคุณวัวเลยค่ะ  ไม่มีการใช้พร่ำเพรื่อเลย  วางบทได้ดีมาก ๆ (ลำเอียงนิด ๆ ในฐานะแฟนการ์ตูน -3-)

ปล. แฟนป๋า แฟนเจ๊โอ แฟนๆ ลูกน้องป๋าเตรียมกรี๊ดได้เลยค่า

ปปล. ใครเข้า exteen ตอนหัวค่ำไม่ได้เหมือนกันบ้างเอ่ย  ตอนแรกกะจะมาอัพแต่เข้าไม่ได้ซะงั้น ^^'

ปปปล. เอนทรี่ที่แล้วมีคนมาถามถึงโอรังค่ะ  เอาเป็นว่าจะรีบทำเลยนะคะ (แต่ขออัพตามอารมณ์อีกสักเอนทรี)  ขอโทษด้วยที่ให้รอนานทั้ง ๆ ที่บอกว่าจะรีบมาสปอยต่อ  m(_  _)m

 

CHAPTER 89  The Return of The Warriors

 

ไม่นานหลังการต่อสู้อันดุเดือดกับไพร์ด  พวกมาร์โกก็เดินทางมาถึงสลัมคาร์นามาตามที่นัดหมาย  ร่องรอยจากสงครามย่อม ๆ กลางป่าสร้างความฉงนให้พวกมาร์โกอย่างมาก  โดยเฉพาะโดมหินขนาดยักษ์ที่โฮเอนไฮม์สร้างขึ้นเพื่อขังไพร์ด

เมื่อซัมปาโน่และเกอโซพบกับดาริอุสต่างก็อุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ  เกอโซถามดาริอุสด้วยความระแวงว่าคิมลี่ย์ส่งดาริอุสมากำจัดคนทรยศอย่างตนกับซัมปาโน่หรือเปล่า  ดาริอุสปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมบอกว่าตนเลิกรับใช้คิมลี่ย์มานานแล้ว  

“...นายก็พูดได้สิ  นี่คงคิดจะฉวยโอกาสตอนพวกเราเผลอใช้เลื่อยนั่นฆ่าเราใช่ไหม”  
เกอโซยังคงไม่เชื่อใจอีกฝ่าย  ทำให้คิเมร่าทั้งสามเถียงกันเป็นการใหญ่จนเอ็ดที่กำลังพูดกับมาร์โกตวาดคิเมร่าด้วยความหงุดหงิด  ดาริอุส ซันปาโน่และเกอโซจึงเลิกเถียงกันและหันไปเปิดศึกกับเอ็ดแทน...

เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้  คิเมร่าทั้งสี่จึงเล่าสถานการณ์ให้อีกฝ่ายฟัง  ทั้งหมดรู้สึกโล่งใจที่ได้ปลดแอกจากเจ้านายที่ชั่วร้ายที่พร้อมจะกำจัดพวกตนได้ทุกเมื่อเมื่อหมดประโยชน์เหมือนเบี้ยที่ไร้ค่า...ถึงแม้การหนีออกมาจากกองทัพจะทำให้พวกเขาซึ่งเป็นคิเมร่ารู้สึกแปลกแยกกับคนอื่น ๆ ในสังคมแต่ก็รู้สึกดีกว่าตอนที่ทำงานให้พวกโฮมุนคูลัสและคิมลี่ย์มาก...  “..อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าพวกนั้นคงไม่กำจัดพวกเรา” เฮนเคลพูดถึงพวกเอ็ดด้วยความเชื่อใจ...


ขณะที่คิเมร่าทั้งสี่กำลังเปิดอกคุยกัน  ฝูก็ลาพวกเอ็ดแล้วออกเดินทางตามลำพัง  ดาริอุสจึงถามเอ็ดด้วยความสงสัยว่าฝูกำลังจะไปไหน  เอ็ดตอบว่าฝูจะเข้าไปสืบข่าวเรื่องความคืบหน้าของการก่อการของพวกรอยในเซ็นทรัล...

“ไปคนเดียวเหรอ...” ดาริอุสถามด้วยความแปลกใจ

“ใช่  เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ศัตรูยังไม่รู้จักหน้า  เคลื่อนไหวคนเดียวจะสะดวกกว่า... ปู่บอกว่าจะพยายามสืบเรื่องของพวกผู้พันมัสแตงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้...แต่เอาเข้าจริง ๆ ปู่แกคงห่วงเรื่องหลินด้วยล่ะนะ”  เอ็ดพูดถึงฝูด้วยความเข้าใจ


เกอโซถามเอ็ดว่าปรึกษาเรื่องแผนการกับพวกสการ์เรียบร้อยหรือยัง  เอ็ดตอบว่าตอนนี้ได้เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วพลางแหงนหน้ามองโดมที่จองจำอัลเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง  เกอโซและดาริอุสจึงปลอบเอ็ดว่าอัลเป็นเด็กหนุ่มที่น่าทึ่งมากที่เสียสละตัวเองอาสาที่จะอยู่กับปีศาจอย่างไพร์ดเพียงลำพังในความมืด

“ใช่...อัลทำหน้าที่ของตัวเองเท่าที่ทำได้ในนั้น...ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้ว”  
เอ็ดหยิบเสื้อคลุมสีแดงมาสวมพร้อมหันหลังแล้วผละจากโดมที่อัลอยู่เพื่อไปปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่น...

 

 

 

ขณะเดียวกัน ณ เมืองแห่งหนึ่ง  เด็กชายและเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เดินเข้าไปปลุกพี่ชายที่วัยห่างกันมากที่กำลังหลับสบาย

“พี่..พี่...พี่  พี่แดนนี่”
เมื่อถูกเด็กทั้งสองเรียกอยู่ข้าง ๆ จ่าบรอชก็จำใจตื่นแล้วถามน้อง ๆ ด้วยความงัวเงียว่ามีอะไร

เด็กทั้งสองมาขอยืมกล้องโทรทรรศน์ของบรอชเพื่อเอาไปดูสุริยคราสที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า  บรอชบอกเด็กทั้งสองว่าตนเพิ่งจะได้นอนหลังจากต้องทำงานโต้รุ่งให้หากันเอง  เมื่อน้องชายและน้องสาวบอกว่าจะขอยืมกล้องไปดูสุริยคราสบรอชก็ลุกขึ้นจากที่นอนทันทีพร้อมสอนน้อง ๆ ว่าการดูสุริยุปราคาต้องใช้เลนส์กรองแสง  เพราะหากใช้กล้องโทรทรรศน์ดูโดยตรงจะทำให้ตาบอดได้...

ขณะที่บรอชกำลังสอนวิธีดูสุริยุปราคา  น้องชายก็ใช้กล้องส่องออกไปนอกหน้าต่างตามประสาเด็ก  เด็กชายเห็นทหารกองหนึ่งกำลังลงจากรถของกองทัพจากที่ไกล ๆ จึงเรียกพี่ชายมาดูด้วยความตื่นเต้น  ทันทีที่บรอชเห็นทหารกำลังมุ่งหน้าเข้ามาชายหนุ่มก็ตื่นเต็มตา  เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วกระโจนขึ้นจักรยานและขี่ออกจากบ้านอย่างรวดเร็วพร้อมกำชับทุกคนในบ้านว่าห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด...

 

 

 

กองทัพในศูนย์บัญชาการเซ็นทรัลกำลังอยู่ในความวุ่นวายเมื่อรอยและพรรคพวกซึ่งจับคุณนายแบรดเล่ย์เป็นตัวประกันกำลังก่อการจนปั่นป่วนไปทั้งเมือง  วิทยุของทหารซึ่งติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องรายงานว่าขณะนี้พวกรอยกำลังก่อการอยู่ที่ฝั่งตะวันตกของเซ็นทรัล  วิชาแปรธาตุอัคคีอันร้ายกาจเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้ทหารที่ส่งไปจำนวนมากไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการอุกอาจของรอยและพรรคพวกได้เลย...


ผู้บัญชาการสั่งให้ทหารกำจัดลูกน้องของรอยทิ้งเสียในฐานะที่ทรยศต่อกองทัพหันไปช่วยเหลือรอยในการต่อกรกับกองทัพ

“พวกนั้นมีกันกี่คน...”
“พันเอกมัสแตง  ร้อยโทฮอว์คอาย  ร้อยตรีเบรด้า  จ่าสิบเอกฟิวรี่...พวกเราโจมตีพวกนั้นไม่ได้เพราะพวกนั้นจับคุณนายแบรดเล่ย์เป็นตัวประกันครับ...”

“ไม่เป็นไร...ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคุณนายแบรดเล่ย์...สิ่งเดียวที่พวกเราต้องการคือจับเป็นรอย มัสแตง  ส่วนคนอื่น ๆ ฆ่าทิ้งได้เลย...”
ทหารทุกคนถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงในความโหดเหี้ยมของผู้บัญชาการที่ไม่แยแสต่อชีวิตของภรรยาผู้นำประเทศและกองทัพอย่างคุณนายแบรดเล่ย์เลยแม้แต่น้อย

เมื่อมีคำสั่งให้กำจัดทุกคนยกเว้นรอย  ทหารก็ถูกส่งไปปฏิบัติการมากขึ้นและรุนแรงขึ้น  ทหารบางคนสงสัยว่าทำไมต้องส่งทหารมากมายไปจัดการคนเพียงห้าคน  พลานุภาพที่รุนแรงจนเกินจะคาดคิดของวิชาแปรธาตุอัคคีทำให้เหล่าทหารไม่รู้จะวางแผนในการโจมตีอย่างไร  นายทหารคนหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์ในสงครามอิชวาลเล่าเรื่องอานุภาพของวิชาของรอยให้เพื่อนร่วมงานฟัง

“ตอนแรกพวกนายจะเห็นสะเก็ดไฟเป็นแนวเล็ก ๆ ผู้พันใช้ฝุ่นในอากาศเป็นเชื้อเพลิงแล้วส่งชนวนออกไปในอากาศ....ทันทีที่ชนวน (แนวสะเก็ดไฟ) นั้นถึงที่หมายก็จะเกิดระเบิดขึ้น...”

ทหารคนอื่น ๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยินนักจึงพากันหัวเราะแก้เก้อ  ทันใดนั้นเองพวกเขาก็สังเกตเป็นแนวสะเก็ดไฟที่ว่าพุ่งเข้ามายังรถทหารที่พวกตนโดยสารอยู่  ทหารทุกคนวิ่งหนีตายออกมาจากรถเหมือนผึ้งแตกรังจึงรอดจากการระเบิดที่รุนแรงอย่างหวุดหวิด...

พวกรอยที่จับคุณนายแบรดเล่ย์เป็นตัวประกันหนีเข้าไปในตึกที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง  ทหารที่แบ่งออกเป็นกองย่อย ๆ รุกเข้าหาเป้าหมายจากทุกทางหมายจะปิดล้อมพวกรอยเอาไว้  ในที่สุดรอยและพรรคพวกก็ถูกต้อนจนจนมุม  ริซ่าจี้ปืนไปยังภรรยาผบ.สูงสุดเป็นเชิงข่มขู่  ส่วนรอยยกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่ายอมจำนนเพื่อไม่ไห้ทหารที่ปิดล้อมพวกตนเอาไว้จูโจมใส่ตนและพรรคพวก...

“เขาใช้วิชาแปรธาตุอัคคีในห้องเล็ก ๆ อย่างนี้ไม่ได้หรอก”
หัวหน้ากองพูดพร้อมปลดสลักปืนพกแล้วยกขึ้นมาเตรียมยิง  รอยจึงถามด้วยสีหน้าจริงจังว่าจะยิงพวกตนหรือขณะที่คุณนายแบรดเล่ย์ตัวสั่นและหน้าซีดด้วยความตระหนก

“ห้ามยิงรอย มัสแตง  ส่วนคนอื่น ๆ ฆ่าให้หมด”

 

 

 

สิ้นเสียงของหัวหน้ากอง  เสียงปืนห่าใหญ่ก็ดังขึ้น  ทว่าเหยื่อของกระสุนปืนไม่ใช่พวกรอยหากแต่เป็นหน่วยทหารนั่นเอง... กำลังเสริมของรอยที่ซุ่มอยู่บนขื่อเพดานชิงลงมือกับทหารก่อนที่พวกริซ่าจะได้รับอันตราย  ทันใดนั้นเองก็มีปากกระบอกปืนจี้ที่ขมับของหัวหน้ากองที่กำลังหน้าซีดด้วยความตกใจที่ตนพาลูกน้องเข้ามาติดกับรอยโดยไม่รู้ตัว

“นายสั่งให้ยิงทุกคนยกเว้นมัสแตง  หมายความว่าให้ยิงคุณนายแบรดเล่ย์ด้วยงั้นสิ?”
ชาร์ลี (ลูกน้องของรอยตั้งแต่สมัยสงครามอิชวาล) ถามหัวหน้ากองที่ตนควบคุมตัวอยู่  อีกฝ่ายถึงกับอ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดความจริงต่อหน้าภรรยาของผบ.สูงสุดอย่างไร

“พวกเราอยากรู้ว่านายจะกล้ายิงคุณนายแบรดเล่ย์หรือเปล่า...แต่ก่อนหน้านี้ฉันก็หวังนะว่าจะไม่ได้ยินคำสั่งยิงจากปากของนาย”  
รอยพูดกับหัวหน้ากองด้วยความผิดหวัง  ลูกน้องของรอยก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่ากองทัพเซ็นทรัลจะโหดเหี้ยมขนาดสั่งฆ่าภรรยาของผู้นำประเทศได้หน้าตาเฉย

“...ตัวฉัน...หรือสามีของฉัน  ถูกประเทศนี้เขี่ยทิ้งเสียแล้วหรือ...หรือเป็นสามีฉันเองที่ละทิ้งฉัน?”  คุณนายแบรดเล่ย์รำพึงออกมาด้วยความเศร้าใจ  ร่างกายยังสั่น  ใบหน้าซีดด้วยความตกใจและผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รอยมองหญิงวัยกลางคนเบื้องหน้าอย่างเห็นใจ  ผู้พันหนุ่มทรุดตัวลงนั่งแล้วบอกกับคุณนายแบรดเล่ย์อย่างอ่อนโยนว่า  ตนไม่สามารถตอบคำถามเมื่อครู่ได้  แต่เขาและพรรคพวกจะปกป้องชีวิตของเธอเอง
“เมื่อทุกอย่างจบสิ้น...เราต้องพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ผิด...”

 

 

 

ลูกน้องของรอยที่สังเกตการณ์อยู่ริมหน้าต่างบอกให้พวกรอยรีบหนีเพราะทหารกองใหม่กำลังมา  ชาร์ลีบอกกับหัวหน้ากองให้พยายามเอาตัวรอดเองพร้อมเสริมว่าหากพวกตนเป็นทหารของบริกส์ที่มีความเด็ดขาดกว่า  ทหารกองนี้คงถูกฆ่าอย่างแน่นอน   ทันทีที่พูดจบชาร์ลีและพรรคพวกก็ยิงคนที่ตนควบคุมตัวไว้  กระสุนที่ยิงออกไปล้วนไม่ถูกจุดตายเนื่องจากพวกเขาเพียงต้องการหยุดการเคลื่อนไหวของทหารเท่านั้น...


ขณะที่กำลังหนี  ชาร์ลีก็ถามรอยด้วยความแปลกใจว่ารอยยังไม่บอกคุณนายแบรดเล่ย์เรื่องการหายตัวไปของผบ.สูงสุดอีกหรือ  รอยตอบว่าหากคุณนายแบรดเล่ย์รู้เรื่องนี้คงช๊อกจนหมดสติซึ่งทำให้พวกตนเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น  หน่วยสังเกตการณ์ของรอยรายงานว่าทางการได้ส่งทหารจำนวนมากมาสมทบเพื่อจะจับรอยให้ได้...

“ล่อพวกนั้นเข้ามาให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้  ตอนนี้คงได้เวลาที่ “พวกนั้น”  จะเคลื่อนไหวแล้ว...”  รอยออกคำสั่งกับผู้ใต้บังคับบัญชา

เมื่อทหารถูกล่อเข้ามาติดกับรอยก็ใช้วิชาแปรธาตุอัคคีส่งชนวนไปตามท่อทำให้เกิดระเบิดขึ้น  เหล่าทหารแม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตแต่ก็ส่งผลให้ไม่สามารถไล่ล่ารอยและพรรคพวกได้สำเร็จ

“ยังจับพวกนั้นไม่ได้อีกหรือ..มัวทำอะไรอยู่  พวกมันมีกันแค่ห้าคนเองนะ”

เมื่อหน่วยข่าวรายงานว่าตอนนี้มีทหารอย่างน้อยหนึ่งกองมาสมทบกับรอยความโกรธแค้นของนายพลผู้บังคับบัญชาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  เพราะคาดไม่ถึงว่ารอยซึ่งถูกกองทัพจับตามองอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาจะแอบรวมรวมกองกำลังส่วนตัวเอาไว้มากมายขนาดนี้  การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิตแต่ก็มีทหารได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก...

เหล่าทหารต่างก็แปลกใจที่ไม่มีใครเสียชีวิตในการประจัญบานที่ดุเดือดครั้งนี้เลย  ระเบิดที่เกิดจากวิชาแปรธาตุอัคคีไม่ได้เกิดขึ้นในที่ที่มีทหารอยู่  เหมือนกับว่านักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีใช้วิชาของตนเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น  จนกองทัพเซ็นทรัลพากันคิดว่าพลังแปรธาตุของวีรบุรุษจากสงครามอิชวาลเสื่อมถอยลงเสียแล้ว...

“จำนวนผู้เสียชีวิตศูนย์นาย”  
“นับว่าพวกเราโชคดีนะที่ยังไม่มีใครตายเลย”
“นั่นสิ  ฉันคิดว่าจะต้องตายเสียแล้ว...”
“พวกนั้นมีทั้งวีรบุรุษแห่งอิชวาลแล้วยัง “ตาเหยี่ยว” คนนั้นอีก...แปลกจริง ๆ ที่ยังไม่มีคนตายเลย  หรือว่าพวกนั้นจะจงใจไม่ตอบโต้พวกเราอย่างรุนแรง...”

เมื่อผู้บังคับบัญชาที่ฐานทัพได้รับรายงานว่าไม่มีผู้เสียชีวิต  แต่มีผู้บาดเจ็บไม่รุนแรงจำนวนมาก  นอกจากนี้ทหารบางนายได้รับบาดเจ็บจากการซุ่มยิง (ของริซ่า)  แต่ก็ไม่ถูกจุดตายเลย  นายพลรู้ทันทีว่ารอยออมมือให้จึงสั่งให้ทหารไปสมทบอีกสองกองพร้อมกำชับให้ฆ่าคนของรอยให้หมดแล้วจับรอยกลับมาให้ได้...นายพลเกรี้ยยวกราดขึ้นทุกทีเมื่อคิดว่าตนถูกคนหนุ่มอย่างรอยหยามอย่างรุนแรงด้วยการจงใจออมมือให้ในการต่อสู้...

“อย่าปล่อยให้พวกมันมาขัดขวางท่านผู้นั้น (ท่านพ่อ) เด็ดขาด!!!”

 

โอลิเวียร์กับนายทหารระดับสูงอีกสองคนเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่ในห้องประชุมของศูนย์บัญชาการกลาง  โอลิเวียร์ดูถูกรอยที่ออมมือให้ศัตรูแสดงให้เห็นถึงความไม่เด็ดขาดและอ่อนประสบการณ์ในฐานะผู้นำ  นายทหารระดับสูงคนอื่น ๆ แม้จะเห็นด้วยกับโอลิเวียร์แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่ารอยคิดอะไรหรือวางแผนอะไรอยู่ในใจกันแน่

“...กองทัพเซ็นทรัลเองก็เหมือนกัน...ขนาดพันเอกมัสแตงอ่อนหัดขนาดนั้นยังจับตัวกลับมาไม่ได้  บอกตรง ๆ ว่าฉันรู้สึกเหมือนดูเด็ก ๆ เล่นกันมากกว่า...”  โอลิเวียร์วิพากษ์วิจารณ์ความอ่อนแอของกองทัพแห่งเมืองหลวง

“...ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศนี้มา  เมืองหลวงแห่งนี้ไม่เคยถูกรุกรานจากกองทัพที่เข้มเข็งเลยแม้แต่ครั้งเดียว  เหตุผลที่ว่าเพราะการดำรงอยู่ของ “ท่านผู้นั้น” ทำให้เซ็นทรัลมีความมั่นคงก็ฟังดูดีอยู่หรอก  แต่นั่นนำมาซึ่งความด้อยประสบการณ์ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของกองทัพ...กองทัพเซ็นทรัลเชี่ยวชาญการศึกเชิงรุก  แต่กลับมีแนวป้องกันที่อ่อนแอ...ทำไมไม่ลองให้ฉันฝึกทหารให้สักพักล่ะ...”
โอลิเวียร์ท้าทายกองทัพ

เมื่อได้ยินคำสบประมาทที่แสดงถึงความทะเยอทะยานของโอลิเวียร์  นายพลคนหนึ่งก็จ้องหน้านายพลสาวด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวพร้อมเตือนว่าอย่าแม้แต่จะคิดที่จะข่มพวกตน...

“คุณคิดว่าคุณมาที่นี่ด้วยความต้องการของตัวเองหรือไง  อย่าลืมสิว่าคุณอยู่ในฐานะตัวประกันที่มาตามคำสั่ง...เรารู้ดีว่าความผูกพันระหว่างคุณกับกองทัพบริกส์ลึกซึ้งแค่ไหน  ฉะนั้นการกักตัวคุณไว้ที่นี่จึงเป็นหลักประกันว่าพวกนั้นจะไม่ทรยศต่อเรา..”

นายพลอีกนาย (คนที่พาโอลิเวียร์ไปยังห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยหุ่นทหารไร้วิญญาณ) เสริมว่าหลังจากโอลิเวียร์เห็นกองทัพหุ่นทหารจำนวนมหาศาลที่อยู่ใต้ดินแล้วก็คงจะกลัวจนไม่กล้าเป็นปรปักษ์ต่อเซ็นทรัลอีก

โอลิเวียร์ตอบนายพลทั้งสองว่าพวกเขาไม่รูอะไรเกี่ยวกับกองทัพบริกส์เลย  โอลิเวียร์สั่งให้ลูกน้องของตนทิ้งตนเสียหากเกิดเหตุการณ์เร่งด่วน

“...กฏของบริกส์คือผู้เข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่รอด  หากฉันตายที่นี่ก็หมายถึงความล้มเหลวในการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของฉันเอง...เพราะฉันอ่อนแอเองก็เท่านั้น...กองทัพที่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างมั่นคงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเหมือนเสาหินอันแข็งแกร่งแม้จะไม่มีฉันอยู่..นั่นแหละคือกองทัพบริกส์...อย่าพูดเหมือนกับพวกคุณรู้จักคนของฉันดีจากรายงานของทางการ  พวกคุณไม่มีวันเข้าใจกองทัพที่ฉันปลูกฝังค่านิยมและฝึกฝนมาเองกับมือหรอก...”
ขณะเดียวกัน กองทัพบริกส์จำนวนมหาศาลที่นำโดยบัคคาเนียร์ก็ติดตามการก่อการของรอยอย่างใกล้ชิดเช่นกัน  พวกเขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยส่งกองหนุนไปช่วยพวกรอยในเซ็นทรัล
“...ดีล่ะถึงคราวของพวกเราแล้ว  ได้เวลาออกจากอุโมงค์ใต้ดินนี่เสียที...ออกไปจัดการกับทหารขี้ขลาดของเซ็นทรัลกันเถอะ”
บัคคาเนียร์ออกคำสั่งเคลื่อนพลตามที่ตกลงกับรอยเอาไว้ (ช่วงต้น ๆ ของตอนที่รอยบอกชาร์ลีว่าใกล้ถึงเวลาที่ “พวกนั้น” จะเคลื่อนไหวแล้ว  “พวกนั้น” ที่ว่าหมายถึงพวกบัคคาเนียร์นั่นเองค่ะ)


ทันทีที่บัคคาเนียร์ออกคำสั่งเคลื่อนพล  เสียงไซเรนเตือนภัยที่กองบัญชาการกลางก็ดังขึ้น  ตามด้วยไซเรนที่ติดตั้งไว้ทั่วเมืองเซ็นทรัล  

“...มาแล้วสินะ...กองกำลังที่สามารถสู้กับหมียักษ์แห่งเทือกเขาบริกส์ด้วยมือเปล่า...ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าระหว่างทหารเหล่านี้กับกองทัพหุ่นที่พวกคุณภูมิใจหนักหนาใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน...”

โอลิเวียร์ยิ้มแล้วมองไปที่นายพลทั้งสองอย่างท้าทาย


การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของกองกำลังเสริมจากบริกส์สร้างความวุ่นวายและประหลาดใจให้กับเหล่าทหารของเซ็นทรัลอย่างที่สุด  เพราะอยู่ ๆ กองทัพขนาดใหญ่ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางเมืองเหมือนเสกขึ้นมาด้วยเวทมนตร์  และทหารทุกคนที่ปรากฏตัวขึ้นสวมเครื่องแบบของกองทัพภาคเหนือ  ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเป็นคนของโอลิเวียร์นั่นเอง

ทันใดนั้นทหารคนหนึ่งของบริกส์ก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังนายทหารของเซ็นทรัล (ที่พูดว่าทหารกองหนุนที่ส่งมาเป็นของกองทัพบริกส์) อย่างเงียบเชียบแล้วจัดการเชือดคอนายทหารผู้เคราะห์ร้ายจนตายคาที่...
ความลับของที่ซ่อนของกองหนุนเปิดเผยขึ้นเมื่อรอยบอกกับชาร์ลีขณะติดอยู่ในวงล้อมว่าตนและโอลิเวียร์อาศัยช่วงชุลมุนขณะซ่อมแซมคฤหาสน์อาร์มสตรองลักลอบพากำลังคนเข้ามากบดานในอุโมงค์ใต้ดินของคฤหาสน์ซึ่งมีขนาดมหึมาขนาดบรรจุกองทัพได้ทั้งกองทัพ...

รอยเริ่มเห็นเค้าลางแห่งปัญหาในการปฏิบัติการเมื่อพบว่ากระสุนปืนร่อยหรอลงทุกที  รอยจึงสั่งชาร์ลีและลูกน้องว่าหากเกิดอะไรขึ้นให้ทิ้งตนเสียแล้วหนีเอาชีวิตรอด  เมื่อออกคำสั่งเรียบร้อยแล้วผู้พันหนุ่มก็ใช้วิชาแปรธาตุเพื่อสกัดการโจมตีของกองกำลังจากเซ็นทรัลที่ซุ่มอยู่ทางด้านหลัง...

ทางเซ็นทรัลเองก็พอจะรู้ว่าพวกรอยแทบไม่มีกระสุนเหลือแล้วเพราะแทบไม่มีการยิงโต้ตอบกลับมาเลย  หัวหน้ากองจึงสั่งรวบรวมกำลังเพื่อเผด็จศึกทันที  

ทันใดนั้นเองรถบรรทุก (รถขนไอติม =_=”) คันหนึ่งก็พุ่งเข้าท่ามกลางกองทหารอย่างรวดเร็ว  รถคันนั้นวิ่งไปจอดที่เบื้องหน้ารอยและพรรคพวก  คนที่ปรากฏตัวขึ้นจากในรถคือรีเบคก้า  เพื่อนสนิทของริซ่านั่นเอง

รีเบคก้าบอกว่าเห็นประกายไฟมากจากทางนี้เป็นระยะ ๆ จึงรู้ว่าพวกรอยคงถูกล้อมอยู่เพราะกระสุนหมด  หญิงสาวจึงจัดการขนอาวุธและกระสุนมาให้เต็มคันรถ  

“นี่สำหรับคุณค่ะผู้พัน”
คนขับรถบรรทุกเปิดประตูแล้วยื่นปืนยาวให้รอย  คนขับรถคนนี้มีน้ำเสียงที่คุ้นหูและมีไฝที่ใต้ตาซ้าย...
“ยินดีที่ได้พบคุณอีกครั้ง  ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะคะผู้พันมัสแตง...”  
คนขับรถบรรทุกพูดพลางถอดผ้าคลุมหัวออก  รอยและเบรด้าแทบไม่เชื่อสายตาว่าคนที่มาช่วยตนยามวิกฤติคือร้อยตรีมาเรีย  รอส ที่รอยได้ช่วยให้หลบหนีไปยังชินนั่นเอง

รีเบคก้าสงสัยว่าทำไมทหารจึงไม่เข้ามาจับรอย  ฟิวรี่ตอบว่าเพราะพวกนั้นรู้ดีถึงฝีมืออันร้ายกาจของนักเล่นแร่แปรธาตุอัคคีจึงไม่กล้าบุกเข้ามาด้วยความประมาท  ทว่าสถานการณ์ด้านรอยก็ไม่ดีนักเนื่องจากไม่มีกระสุนที่จะใช้ยิงโต้  ประกอบกับรอยไม่กล้าใช้ระเบิดจากการแปรธาตุที่รุนแรงเพราะกลัวว่าชาวบ้านในเมืองจะโดนลูกหลง

รีเบคก้าเห็นว่าควรตัดสินใจฝ่าวงล้อมออกไปเสียก่อนจึงใช้บาซูก้าบรรจุกระสุนลึกลับยิงใส่ทหารที่ล้อมพวกตนอยู่แล้วขับรถพาทุกคนหนีออกมาได้สำเร็จ
รีเบคก้าบอกกับทุกคนว่ากระสุนที่ใช้เมื่อครู่เป็นแก๊สน้ำตาชนิดพิเศษจากชินซึ่งมีส่วนผสมของพริกไทยมากเป็นพิเศษ  รอยแปลกใจที่รีเบคก้าและรอส “บังเอิญ” ขนระเบิดประหลาดจำนวนมากมาจากชินทั้ง ๆ ที่ตนไม่ได้ขอความช่วยเหลือไปยังหญิงสาวเลย

“ใครเป็นคนสั่งให้คุณจัดการเรื่องพวกนี้?”  
รอยถามรอสซึ่งกำลังขับรถอยู่  หญิงสาวจึงต่อสายให้รอยพูดกับ “ผู้อยู่เบื้องหลัง” โดยตรง

รอยคิดว่าผู้อยู่เบื้องหลังคนนี้คงจะเป็นคนใหญ่คนโตของชินจึงทักทายอย่างสุภาพ  แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นเลยจากปลายสาย...

“...เจ้านายทำไมพูดเป็นทางการอย่างนั้น...กลับไปใช้น้ำเสียงแบบเดิมดีกว่าน่า...”
“...ร้านเรารับใช้คุณมากว่า 80 ปี...นี่คือร้านขายของชำฮาวอค...ที่นี่มีทุกอย่างครบครันตามที่คุณปรารถนา...ตั้งแต่ชั้นในจนถึงรถที่ใช้ในสงคราม...บริการส่งถึงที่ ทุกที่ ทุกเวลา ตามคำสั่ง...ว่าแต่คุณต้องการชำระเงินทางไหนครับ..”

“เอาไว้งานเสร็จเมื่อไหร่ส่งบิลมาเก็บที่ฉันได้เลย!!!”

ฮาวอคที่แม้จะนั่งอยู่บนรถเข็นแต่ก็ได้ช่วยรอยให้พ้นจากวิกฤติ...
ความเข้าใจในอีกฝ่ายแม้จะอยู่ห่างไกลกัน  สายใยนั้นเป็นสักขีพยานแห่งสัญญาระหว่างพวกเขา...รอย มัสแตงและผู้ใต้บังคับบัญชา!!!
จบแล้วค่ะ  ตอนหน้าออกวันที่ 12 นะคะ

ตอนนี้รอยเท่ห์มาก  เจ๊โอด้วย  ส่วนฮาวอคโทรมไปเลยแฮะ (แต่ก็สุด ๆ อีกเช่นกัน)

ต้องรอไปอีกเดือนเหรอเนี่ย orz

 

คอมเมนท์ยกไปคราวหน้านะคะ

บายจ้า


 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

confused smile

#1 By b-padung Studio on 2008-11-13 21:59

โอ้ มาแล้วววๆๆๆๆ
ขอบคุณมากกกๆๆๆครับที่แปลให้อ่าน โอ่ก ปากคอสั่น มือก็สั่น ไม่ไหวแล้วครับ ระทึกถึงขีดสุด เจ๊วัว ถึงเจ๊ขะเอาน้องไปขังแต่เจ๊ก็แต่งเนื้อเรื่องได้สุดยอดจริงๆ ตัวละครไม่มีเสียเปล่า วางหมากไว้หมดดดด
(แต่ฮาวอคแก่มาก ฮา)รอยเท่เกินไปแล้วววว เจ๊โอด้วย กิ้วววว

#2 By Rebirth[KAOS] on 2008-11-13 23:49

Hot! อ๊ากกกก ตื่นเต้นๆกะตอนต่อไป
เหมือนจะจบๆแต่คนวาดเค้าก็เปิดประเด็นขึ้นมาเรื่อยๆเลยค่ะ
อ่า า า
สุดยอดจิงๆ


ขอบคุณมากกกกค่ะ

#3 By FlebilE13 on 2008-11-14 02:03

ผู้พันเท่ห์~ เจ๊โอลิเวียร์ก็สุดยอดมากเลยค่ะcry
ถึงน้องอัลจะโดนขังก็เถอะ แต่คราวนี้มีตัวละครเก่าๆ โผล่มาเพียบเลย ดีใจจัง
ฮาวอค นายจะเท่ห์เกินไปแล้ว!

ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านนะคะconfused smile

ปล.รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

#4 By bel on 2008-11-14 05:32

เอ่อ... ไม่เจอกันไม่นาน ทำไมฮาวอคดูแก่ขึ้นเยอะงี้ล่ะค้าาา
ขอบคุณสำหรับสปอยส์จ้า ตอนนี้มันส์ดีแฮะ

#5 By ma_ki on 2008-11-14 13:18

เหมือนอ่านพิชัยสงคราม เนื้อเรื่องไม่มีช่องโหว่เลย ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านนะครับ

#6 By แมวหัวหอม (58.8.95.163) on 2008-11-14 22:34

หนุกมากครับ ขอบคุณที่แปลให้อ่าน

#7 By L-Justice on 2008-11-15 09:05

ฮาวอคมาซะเท่!
รู้สึกดูร่ำรวยมากเลยแฮะ
ยืนยันคำเดิม
ลิซ่าน่ารัก เท่มากค่ะ กรี๊ด!!
รักษาสุขภาพด้วยเนอะเจ๊ะ
ตอนนีเซ็ตป่วยอยู่อะ แค่กๆ
อยากให้หายไวๆจัง
รอโอรังอยู่นะ อย่าลืมละ

#8 By Hisukaya on 2008-11-15 22:11

มาแอบอ่าน ขอบคุณมากมากเลย

#9 By Amer (125.26.83.200) on 2008-11-16 08:24

สนุกมากเลยค่ะbig smile

#10 By RanfaN (125.27.150.245) on 2008-11-18 18:52