FMA 84 :: The shadow of a Pursuer
posted on 11 Jun 2008 16:50 by palmcj in Alchemic-worldชักง่วงแฮะ จะสิบเอ็ดโมงแล้วยังไม่ได้นอน T T
ช่วงนี้เวลาวิปริตสุดขีดค่ะ นอนเช้า (ก่อนเที่ยง) ตื่นเอาเกือบเย็น เพื่อน ๆ บอกว่า
"Your time is so American." ท่าจะจริงแฮะ ^^'
ช่วงนี้กำลังลังจะเข้าสู่โหมด APH ค่ะ เสียดายหาฉบับภาษาอังกฤษอ่านยากเหลือเกิน ความรู้ภาษาญี่ปุ่นงู ๆ ปลา ๆ ของข้าน้อยไม่สามารถช่วยให้อ่านเรื่องนี้ให้เข้าใจได้ (คิดในแง่ดี -- ดีแล้ว ไม่งั้นมันคงบ้ามากไปกว่านี้ แค่นี้ก็เกือบถึงขีดสุดแล้ว แฮ่~~~)
ตอนนี้มาเร็วจนน่าตกใจค่ะ แต่พอได้อ่านแล้วอึ้งหนักกว่าเดิม คุณวัวใจร้ายอีกแล้วค่ะ คุณวัวทำให้เราต้องรอตอนต่อไปอย่างกระวนกระวาย แหะแหะ
ตอนนี้แรก ๆ อ่านไปอมยิ้มกับ EdxWin ไป ชักจะรู้สึกว่าเอ็ดโตกว่าวินรี่แล้วค่ะ (ซึ่งไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยตอนดูอนิเมะ) ถือเป็นการพัฒนาของตาถั่วน้อยละกัน สูงกว่าวินรี่เยอะแล้วนี่ ดีใจด้วย ^^b
/me เข้าเรื่องดีกว่า ชักง่วง -3-"
CHAPTER 84 The shadow of a Pursuer
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน เมืองรีเซมเบิ้ลถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของงานเทศกาลแกะประจำเมือง เสียงจอแจอย่างมีชีวิตชีวาของชาวบ้านที่ออกมาเที่ยวงานดังไปถึงสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก เจ้าหน้าที่ที่ถูกเรียกตัวมาปฏิบัติภารกิจนอกเวลางานได้แต่มองไปยังเต็นท์จัดงานแล้วบ่นด้วยความอิจฉา...
ทันใดนั้นเองขบวนรถไฟต้นเหตุของงานด่วนก็เข้าเทียบชานชาลา คนที่ก้าวลงมาจากรถคือนายทหารชาวอิชวาล...ไมล์ส นั่นเอง
ไมล์สขอโทษเจ้าหน้าที่รถไฟที่ทำให้ต้องมาทำงานนอกเวลาแทนที่จะได้สนุกกับงานเทศกาล...
“โทษทีนะ ตอนแรกพวกเราก็ไม่ได้ตั้งใจจะแวะที่นี่หรอก แต่รถดันมีปัญหาซะได้...”
เจ้าหน้าที่จึงถามไมล์สว่าต้องการให้เรียกช่างมาดูหรือเปล่า ไมล์สปฏิเสธโดยบอกว่าค่อยจัดการซ่อมทีเดียวตอนเดินทางถึงที่หมาย....ศูนย์ฝึกภาคสนามประจำภาคตะวันออก...
แล้วไมล์สก็สั่งให้ลูกน้องยกแท็งก์ขนาดใหญ่ลงมาจากรถไฟเพื่อเติมน้ำ ผู้ติดตามของไมล์สสองคนทำทีเข็นรถนำแท็งค์ไปเติมน้ำ แต่แท้จริงแล้วพวกเขามีจุดมุ่งหมายอื่น...
ทหารทั้งสองมุ่งหน้าไปยังบ้านรอคเบลแต่พบว่าประตูลอคอยู่ และดูเหมือนว่าไม่มีใครอยู่ในบ้านเลย...
“..ถึงแล้วครับ...” ทหารนายหนึ่งพูดพร้อมเปิดฝาแท็งก์ออก แล้ววินรี่ก็ออกมาจากแท็งก์...
วินรี่บอกผู้คุ้มกันทั้งสองว่าพีนาโกะคงไปเที่ยวงานเทศกาลในเมืองกับเด็น พวกตนจึงจำเป็นต้องเข้าบ้านทางประตูหลังแทน ทั้งสามไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องการเคลื่อนไหวทั้งหมดจากเงามืดในบ้านรอคเบล...
ทันทีที่เข้าไปในบ้าน วินรี่บอกให้ทหารทั้งสองไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ส่วนตัวเองเข้าไปพักในห้องนอน ขณะที่เด็กสาวกำลังเปลี่ยนเสื้อก็พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องตามลำพัง!!!
วินรี่หันไปสบตากับเอ็ดที่กำลังกินแซนด์วิช ทั้งสองมีสีหน้าตกตะลึงพอ ๆ กันที่อยู่ ๆ ก็ได้พบกันอย่างไม่คาดคิด (ในสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ^^’) หลังจากอึ้งไปพักหนึ่งวินรี่ก็กรี๊ดออกมาสุดเสียง ทหารทั้งสองได้ยินเสียงร้องของวินรี่ก็รีบไปยังที่เกิดเหตุทันที เช่นเดียวกับเหล่าเพื่อนร่วมทางของเอ็ดที่รีบมาเพราะได้ยินสียงผิดปกติเช่นกัน...
สถานการณ์วุ่นวายหนักขึ้นเมื่อพีนาโกะและเด็นกลับมาบ้าน ทำให้ห้องของวินรี่กลายเป็นสนามรบขนาดย่อม ๆ ไป...
“...เอาปืนลง!!”
“...นี่มันเรื่องอะไรกัน..”
“นายก็ลดปืนลงก่อนสิ!!”
“เบาๆ หน่อยได้ไหม เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าพวกเราอยู่ที่นี่”
“หุบปากเดี๋ยวนี้ ไอ้หมาบ้า!!”
เอ็ดยืนมองโฮมุนคูลัสหนึ่งตน คิเมร่าสองตน ทหารสองคน และหมาอีกหนึ่งตัวเถียงกันไปพลางกินแซนด์วิชไปพลางด้วยท่าทีเฉยเมย ในขณะที่วินรี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เริ่มทนไม่ไหวจึงจัดการใช้อาวุธคู่ใจ (ประแจยักษ์) ซัดทุกคนยกเว้นเอ็ดกับเด็นออกจากห้องนอนด้วยความหงุดหงิด...
หลังจากจัดการคนอื่นๆ แล้ว วินรี่ก็หันมาจ้องเอ็ดเขม็ง เด็กสาวค่อย ๆ หลบตาเอ็ดเมื่อพูดว่าตนเป็นห่วงเอ็ดมากมาโดยตลอด...
“...เอ่อ...ขอโทษ...ฉันดีใจนะที่เห็นเธอปลอดภัย...” เอ็ดตอบวินรี่ด้วยสีหน้าเกรง ๆ (คงรู้ว่าอีกเดี๋ยวระเบิดคงลงแน่ ๆ ^^)
หลังจากแสดงความเป็นห่วงแล้ว วินรี่ก็เปลี่ยนเป็นโหมดโหดทันที เด็กสาวเล่นงานเอ็ดจนน่วมพร้อมถามอย่างเอาเรื่องว่า
“...นายมาทำอะไรในห้องนอนฉัน”
เอ็ดที่นอนจมกองเลือดตอบด้วยเสียงอ่อย ๆ ว่า ห้องวินรี่เป็นที่ที่เหมาะกับการสังเกตการณ์สถานการณ์ภายนอกที่สุด...(ตกลงไอ้สายตาที่มองวินรี่ตอนอยู่นอกบ้านคือเอ็ดสินะ อย่างนี้เอ็ดก็รู้อยู่แล้วสิว่าอีกเดี๋ยววินรี่ต้องเข้ามาในห้อง ทำไมยังทำหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ออกมาแสดงตัวตั้งแต่แรกหว่า – ถ้าออกมาแต่แรกคงไม่ถูกวินรี่อัดอย่างนี้หรอก เหอเหอ)
หลังจากสถานการณ์สงบลง พีนาโกะก็เดินขึ้นบันไดมายังห้องวินรี่ หญิงชรารู้สึกโล่งใจที่หลานสาวปลอดภัยดี วินรี่ขอโทษพีนาโกะที่ทำให้เป็นห่วง แล้วทุกคนก็เริ่มแนะนำตัวกัน วินรี่รู้สึกแปลกใจที่อยู่ ๆ คนที่ตนคิดว่าเป็นหลินมาแนะนำตัวว่าเป็นโฮมุนคูลัสที่ชื่อ “กรีด” กรีดจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้วินรี่และพีนาโกะฟัง รวมทั้งเรื่องที่ตอนนี้พวกเอ็ดกลายเป็นลิ่วล้อของตนเรียบร้อยแล้ว...
วินรี่ถามกรีดว่าทำไมถึงมาที่รีเซมเบิ้ล “...หลบอยู่ในเซ็นทรัลน่าจะง่ายกว่านะ...”
กรีดตอบว่าตนเป็นคนสั่งให้มาที่นี่ เพราะหากอยู่ในเซ็นทรัลก็คงจะถูกฝ่ายตรงข้ามที่มีหูตาเป็นสับปะรดจับตามองไปทุกที่
“...แล้วเราก็ต้องการให้ออโต้เมลของหมอนี่อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมรบมากที่สุด..”
พีนาโกะบอกให้วินรี่รีบจัดการเรื่องออโต้เมลให้เอ็ด เพราะคนที่สามารถดูแลออโต้เมลของเอ็ดได้ดีที่สุดคือวินรี่เพียงคนเดียวเท่านั้น...
ระหว่างตรวจสภาพอโต้เมลให้เอ็ด วินรี่ก็เล่าเรื่องที่พบโฮเอนไฮม์ที่ริออร์ให้เพื่อนสมัยเด็กฟังจนหมด ..
เอ็ดโล่งใจที่ริออร์กำลังได้รับการฟื้นฟู เพราะเด็กหนุ่มกังวลเรื่องริออร์มาโดยตลอด แล้วเอ็ดก็ถามถึงอัล
วินรี่ตอบว่าตอนนี้อัลอยู่กับพวกไมล์ส เนื่องจากไมล์สให้เหตุผลว่าพวกตนจะเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้นหากมีนักเล่นแร่แปรธาตุที่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดร่วมเดินทางไปด้วย แล้ววินรี่ก็ย้ำเอ็ดเรื่องของโฮเอนไฮม์...
“...เอ็ด...ตอนนี้พ่อของนายอยู่ที่เซ็นทรัล ได้ยินมาว่าอยู่ในสลัมที่ชื่อ คาติมา นายต้องไปที่คาติมาแล้วถามเรื่องทุกอย่างจากพ่อของนาย...เรื่องเกี่ยวกับ “วันแห่งคำสัญญา”...”
เอ็ดบอกวินรี่ว่ากรีดบอกเรื่องนี้กับตนแล้ว...
“...นั่นเป็นวันที่ฉันกับอัลอาจได้ร่างเดิมคืนมา และเป็นวันที่จะเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับประเทศนี้ด้วย...”
ความจริงอันแสนโหดร้ายสะกดให้ทั้งห้องอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ...
“นี่....พาคุณยายกับเด็นหนีไปจากประเทศนี่ซะ...” เอ็ดพูดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมที่กำลังปกคลุมไปทั่ว
ทันทีที่เอ็ดพูดจบประโยค วินรี่ก็ซัดเอ็ดเต็มแรงด้วยประแจอันยักษ์ด้วยความโกรธ..
“...นายหมายความว่ายังไง...นายคิดว่าแค่บอกให้เพื่อนนายแล้วก็ครอบครัวเพื่อนนายหนีไปประเทศอื่นก็พอแล้วงั้นเหรอ....ประเทศนี้กำลังจะล่มสลายแล้วแท้ ๆ แต่แค่หยุดพวกนั้นนายก็ทำไม่ได้อย่างนั้นสินะ...”
“...ฉันจะขัดขวางพวกนั้น...ฉันกำลังพยายามหยุดมันอยู่.. ที่เตือนก็แค่เผื่อไว้เท่านั้นเอง...”
“...ไม่มีคำว่า “เผื่อว่า” หยุดพวกนั้นและแผนชั่วร้ายนั่นซะ...ช่วยประเทศนี้ให้ได้ แล้วพวกนายสองคนก็จะได้คืนร่างเดิม ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยพวกนาย...”
เอ็ดแย้งว่าวินรี่พูดเหมือนกับการหยุดพวกท่านพ่อเป็นเรื่องง่าย ๆ วินรี่สวนกลับทันทีว่าเอ็ดทำตัวไม่สมกับเป็นเอ็ดเลย “...ทำไมนายถึงได้มองโลกในแง่ร้ายอย่างนี้นะ...”
เมื่อเอ็ดเห็นว่ายังไงวินรี่ก็คงไม่ยอมทำตามคำขอของตน เด็กหนุ่มก็ตัดบทแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้วินรี่วุ่นวายใจอยู่ตามลำพัง...
เอ็ดเดินมาเจอกรีดที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างเอ็ดและวินรี่โดยตลอด กรีดเอ่ยปากชมวินรี่ว่าเป็นผู้หญิงที่ดี...
“...เด็กคนนั้นกระหายอยากได้นั่นอยากได้นี่ ต้องการไปเสียทุกอย่าง...”
“...โลภมากก็ไม่ดีหรอกนะ...ดูอย่างฉันสิ...ฉันต้องการคืนชีวิตให้คนตายจนต้องกลายเป็นแบบนี้...”
“..งั้นเหรอ..” กรีดไม่เห็นด้วยกับเอ็ด
“..ต้องการจะพบหน้าคนที่ตายไปแล้วอีกสักครั้ง...หรืออยากให้มีเงินมากขึ้น...หรืออยากได้ผู้หญิง...หรืออยากจะปกป้องโลก....ทั้งหมดล้วนมาจากจิตใจที่ต้องการบางสิ่งบางอย่าง...หรือที่เรียกกันว่า “ความปรารถนา” นั่นแหละ....ความปรารถนาเหล่านั้นล้วนเป็นอารมณ์ที่เกิดโดยธรรมชาติจากจิตใจ...สำหรับฉันความปรารถนาไม่มีแบ่งแยกว่าดีหรือเลวหรอกนะ...”
“...มนุษย์นั่นแหละที่อุปโลกน์คำว่า “ความโลภ” ขึ้นมาแล้วทำให้อะไร ๆ มันยุ่งยาก...” กรีดเปิดใจกับเอ็ด...
ในที่สุดเอ็ดก็กล่าวคำลากับพวกวินรี่เพื่อมุ่งหน้ากลับไปยังเซ็นทรัลเพื่อพบโฮเอนไฮม์ วินรี่ย้ำเอ็ดให้ตั้งใจฟังเรื่องที่โฮเอนไฮม์จะบอก ส่วนเอ็ดก็ย้ำให้วินรี่ พีนาโกะ และเด็นระวังตัว...ให้อยู่อย่างปลอดภัยรอตนกลับมา...
“...ฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยในวันแห่งคำสัญญาอะไรนั่น แล้วฉันจะกลับมา...เธออย่าลืมอบแอปเปิ้ลพายไว้รอฉันด้วยล่ะ..” หลังจากล่ำลากันแล้ว เอ็ดและพวกก็หายไปในความมืด ทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังเซ็นทรัลเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญให้ลุล่วงแข่งกับเวลาที่เหลือน้อยเต็มที....
ขณะเดียวกันที่เมืองริออร์ ซันปาโน่และเกียโซกำลังช่วยชาวบ้านบูรณะเมือง ทั้งสองรู้สึกข้องใจที่เห็นมาร์โกและสการ์เอาแต่ลอยชายไปมาเป็นเดือน ๆ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ประเทศอเมสทริส ซันปาโน่และเกียโซตัดสินใจไปคุยกับมาร์โกและสการ์และบอกให้รีบเก็บข้าวของแล้วเดินทางไปหาโฮเอนไฮม์ที่เซ็นทรัลโดยเร็วที่สุด...
ในที่สุดพวกมาร์โกก็ออกเดินทางตามคำขอของคิเมร่าทั้งสอง ระหว่างทางซันปาโน่และเกียโซก็เปรยขึ้นมาว่า พวกตนทำอย่างนี้เพื่อปกป้องประเทศบ้านเกิดเมืองนอน และเพื่อหาทางคืนร่างเดิม....
“...แต่ตอนนี้แม้แต่สการ์..คนที่ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศนี้ก็ยังช่วยเรา...”
“อย่าเข้าใจผิด..” สการ์แย้ง
“...พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะ “ช่วย” ประเทศนี้ เรากำลังพยายามจะ “เปลี่ยนแปลง” ประเทศนี้ต่างหาก...อเมสทริสทอดทิ้งชาวอิชวาลมาโดยตลอด...ฉันก็แค่พยายามทำให้ประเทศนี้ยอมรับชาวอิชวาลเท่านั้นเอง...”
“...หากต้องการจะเปลี่ยนโลกนี้ ก็ต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตัวเราก่อน..จริงไหม...” เสียงของ “บุคคลทีสาม” ดังแทรกขึ้นมาจากเนินดินทางด้านหลัง เมื่อพวกมาร์โกหันไปมองก็พบว่าเจ้าของเสียงนั้นคือนักบวชชาวอิชวาล..อาจารย์ของสการ์นั่นเอง
นอกจากอาจารย์ของสการ์แล้ว ยังมีชาวอิชวาลมากมายที่ตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับพวกมาร์โกเพื่อปกป้องอเมสทริส
“...พวกเราไม่ได้แค่ลอยชายไปวัน ๆ อยู่เป็นเดือนหรอกนะ....” มาร์โกบอกคิเมร่าทั้งสอง...
“...คนพวกนี้เป็นพี่น้องที่แบ่งปันความฝันร่วมกับฉัน...” สการ์แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ซันปาโน่และเกียโซได้เห็น....
ณ ศูนย์ฝึกภาคสนามภาคตะวันออก ทหารจากบริกส์และกองทัพภาคตะวันออกกำลังฝึกภาคสนามร่วมกัน ระหว่างที่กราแมนกำลังควบม้าพลางคุยกับแม่ทัพแห่งบริกส์คนใหม่ (ที่มาแทนโอลิเวียร์) ไมล์สก็เข้ามาทักกราแมน นายพลเฒ่าจึงลงมาจากหลังม้าเพื่อคุยกับไมล์ส ทั้งสองทำทีเป็นคุยกันตามปกติ พอสบโอกาส กราแมนก็กระซิบกับไมล์สว่าตนได้เตรียมการทุกอย่างพร้อมแล้ว ไมล์สกระซิบตอบว่าทางบริกส์ก็เตรียมการแล้วเช่นกัน...
“...แต่ว่าตอนนี้เรื่องชักจะยุ่งยากกว่าที่คิดซะแล้ว...” กราแมนบอกนายทหารหนุ่มพลางโบกหมวกไปทางหอสังเกตการณ์เบื้องหลังเป็นนัยให้ไมล์ส “ระวัง” ผู้สังเกตการณ์บนหอให้ดี...
..คิง แบรดเล่ย์ กำลังจ้องมายังทั้งสองจากบนหอคอยอย่างไม่วางตา...
“...การที่เราจัดการฝึกภาคสนามร่วมกันใกล้ ๆ กับวันแห่งคำสัญญาทำให้ฉันกะอยู่แล้วว่าทางเบื้องบนต้องส่ง “สุนัข” ตัวสำคัญมาคอยจับตามองพวกเรา....แต่ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าที่มาจะเป็น “สุนัขจ่าฝูง”..สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรเลย....แต่ยังไงพวกเราก็ต้องพยายามรับมือให้ดีที่สุด...”
กราแมนบอกกับไมล์สพลางมองไปยังอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าไป....
ขณะที่สถานการณ์ทางไมล์สไม่ค่อยจะสู้ดีนัก สถานการณ์ทางอัลที่ซ่อนตัวอยู่ในตู้พัสดุของรถไฟกลับแย่ยิ่งกว่า อัลเริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมร่างกายและวูบบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ...
“...บ้าชะมัด...เป็นอย่างนี้อีกแล้ว...เราต้องรีบแล้ว...ต้องรีบกลับคืนร่างเดิมให้เร็วที่สุด...”
ทันใดนั้นกลัทโทนี่ย์ก็ปรากฏตัวขึ้นบนกล่องพัสดุที่อัลนั่งพิงอยู่ น้ำลายที่ทะลักด้วยความหิวโหยหยดลงบนตัวอัลทำให้เด็กหนุ่มรับรู้ถึงการปรากฏตัวของศัตรู...
“...ได้กลิ่นแล้ว...ได้กลิ่นแล้ว....นี่มันกลิ่นของน้องชายนักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล...”
กลัทโทนี่ย์พูดพร้อมแสยะยิ้ม สายตามุ่งร้ายจับจ้องที่อัล...
อัลไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ดังใจจึงมาสามารถต่อกรกับโฮมุนคูลัสได้ เด็กหนุ่มตัดสินใจวิ่งหนีทันทีพร้อมคิดหาทางรอด...
“....เราจะทำยังไงดี...จะลองพยายามทำลายหินนักปราชญ์เหมือนที่ ดร.มาร์โก เคยทำดีไหมนะ...”
“...พวกเราประมาทเกินไปที่ไม่คิดเลยว่าพวกนั้นอาจส่ง ผบ.สูงสุดมา...แถมนี่ยังส่งโฮมุนคูลัสมาอีกตนด้วย!!....เราต้องรีบบอกให้ทุกคนรู้...”
ทันใดนั้นอัลก็รู้สึกเหมือนมีมือที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลดึงรั้งตนเอาไว้ทำให้เด็กหนุ่มไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ เมื่ออัลหันไปมองก็พบว่าเงาของตนถูกเชื่อมต่อกับเงาขนาดมหึมา...ดวงตาขนาดยักษ์มากมายที่อยู่ในเงาจับจ้องไปที่อัลอย่างชั่วร้าย แขนทั้งเล็กและใหญ่ที่งอกออกจากขอบของเงาคืบคลานเข้าใกล้อัลที่ละน้อย
เมื่อเจ้าของเงาปีศาจรู้ว่าอัลเห็นเงาของตนแล้ว แขนสีดำทะมึนทั้งหมดก็พุ่งเข้ารัดร่างกายของอัลอย่างฉับพลัน อัลไม่สามารถต้านแรงที่ดึงรั้งแขนและขาของตนไว้ได้จึงล้มลงในที่สุด...แล้วอัลก็หมดสติไป...
เบื้องหลังร่างไร้สติของอัล ไพรด์ในร่างของเซริม แบรดเล่ย์ก็ปรากฏตัวขึ้น พี่ใหญ่ของเหล่าโฮมุนคูลัสมองดูอัลพร้อมยิ้มอย่างย่ามใจอยู่บนไหล่ซ้ายของกลัทโทนี่ย์...
....แขนเงาทั้งหมดผละออกจากแขนขาที่สิ้นเรี่ยวแรงของอัล มุ่งไปยังเป้าหมายใหม่...เงื้อมมือปีศาจสีดำทะมึนกำลังคืบคลานไปยังอักขระเลือด...สัญลักษณ์ที่ตรึงวิญญาณของอัลให้อยู่ในชุดเกราะทีละน้อย....
....อัลถูกจับกุมตัว..และกำลังอยู่ในห้วงของความเป็นความตาย!!!...
จบแล้วววว
ใกล้ได้นอนแล้ว หุหุ
ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ ถ้าตื่นมามีอารมณ์อาจมา edit เพ้อเจ้อเพิ่มเล็กน้อย (คนอ่านคงไม่ต้องการ //ฮา~~//)
บายจ้า
My Spoilers
My Projects








ถ้าอ่านแล้วก็อยากจะถามจังเลยว่าชอบใครบ้าง ตอนไหนบ้าง (ระวังตัวเองหน่อย เกรงใจคนอื่นด้วย<--เตือนสติตัวเอง)

ปล.ขอบคุณสำหรับ spoil นะขอรับ
ชอบเรื่องนี้มากๆเลย
#1 By คนบ้า on 2008-06-11 17:19