FMA 77 & NODAME 115 [SPOIL x 2]

posted on 13 Nov 2007 10:46 by palmcj  in Alchemic-world

กลับมาอีกแล้ว คราวนี้เป็นสปอย FMA ตามปกติ แถมพ่วงด้วยโนดาเมะนิดหน่อย (สนองตัณหาตัวเอง อิอิ) ดันออกมาติด ๆ กันแบบนี้ทำใจเลือกลำบาก ก็เลยลงควบซะงั้น ^^'

 

นอกเรื่องนิดนึง ตอนนี้อากาศหนาวมากมาย มาอยู่ที่นี่สองเดือนเต็ม ๆ แล้วเหงื่อไม่เคยออกสักหยด (อ้วนเลย 555 -- ล้อเล่นน่อ เดินเยอะอะ ไม่อ้วนเท่าไหร่หรอก หุหุ)

 

 

เริ่มด้วย FMA ตอนนี้ก็น่าลุ้นอีกแล้ว ท่าทางจะใกล้จบมาก ๆๆๆ แล้วนะ ใกล้ถึงไคลแมกซ์แล้วล่ะ เราเองก็ตั้งสมมุติฐาน ลองเดาเนื้อเรื่องเอาเองเรียบร้อยแล้ว (ถ้าไม่ขี้เกียจจะเขียนลงบลอค แต่ถ้ายุ่ง + ขี้เกียจก็คงไม่ไหว ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองแก่แระ หักโหมไม่ได้ นอนดึกหลายวันติดไม่ไหว ไม่เหมือนเมื่อก่อน อดนอนเป็นว่าเล่น เหอเหอ)

 

EPISODE 77 Reverse Transmutation Circle

 

 

 

เอ็ดได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับคิมลี่ย์ ระหว่างกำลังอยู่ต่อสู้กับความตายที่คืบคลานเข้ามา เด็กหนุ่มก็หวนนึกถึงใบหน้าและคำพูดของริซ่า อัล และวินรี่

“..ถึงจะต้องกระเสือกกระสน หรือจะย่ำแย่แค่ไหน เธอก็ต้องมีชีวิตอยู่ให้ได้...มีคนมากมายที่เฝ้ารอวันที่เธอทั้งสองคนได้ร่างเดิมกลับคืนมาอยู่นะ...”

“ ....เมื่อไรที่ผมได้คืนร่างเดิม พี่เองก็ต้องได้แขนขาคืนมาด้วย...”

“...ฉันสัญญาว่าคราวหน้าที่ฉันร้องไห้ น้ำตาที่ไหลจะต้องเป็นน้ำตาแห่งความยินดี....”


เอ็ดตระหนักว่าตนต้องรักษาสัญญากับทุกคนไว้ให้ได้ และจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อไม่ให้ใครต้องเสียน้ำตาอีก

“...ทุกคน....เราจะไม่...ทำให้ใคร...ต้องร้องไห้....”

เด็กหนุ่มพยายามรวมรวมกำลังสุดชีวิต จนในที่สุดก็สามารถใช้วิชาแปรธาตุหักเหล็กท่อนยาวที่เสียบทะลุร่างกายตัวเองให้สั้นลงได้ แล้วเอ็ดก็ใช้พลังเฮือกสุดท้ายแปรธาตุทำลายกองเศษเหล็กที่ร่วงลงมาทับคิเมร่าทั้งสองเพื่อปลดปล่อยให้คิเมร่าเป็นอิสระ...

 

 

 

คิเมร่าทั้งสองแปลกใจมากที่เอ็ดช่วยชีวิตศัตรูที่เพิ่งจะต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างพวกตน เอ็ดจึงบอกคิเมร่าด้วยเสียงที่อ่อนแรงว่า

“...อย่าเข้าใจผิดสิ...ฉันแค่ต้องการหาคนช่วยดึงเจ้านี่ออกไปเท่านั้นแหละ....”


เอ็ดขอให้คิเมร่าช่วยดึงท่อเหล็กที่เสียบร่างของตนออก คิเมร่าสิงโตเตือนเด็กหนุ่มว่า หากทำเช่นนั้น ทันทีที่ท่อนเหล็กถูกดึงออก เลือดจะไหลมากกว่าเดิมและเอ็ดจะต้องตายอย่างแน่นอน แต่เอ็ดกลับยืนกรานให้คิเมร่าดึงเหล็กออกโดยบอกว่า ทันทีที่เหล็กถูกถอนออกจากร่าง ตนจะใช้วิชาแปรธาตุอุดเส้นเลือดที่ฉีกขาดเอาไว้...

“..เมื่อก่อนฉันเคยพยายามจะแปรธาตุมนุษย์ ก็เลยพอมีพื้นฐานวิชาเล่นแร่แปรธาตุสายการแพทย์อยู่บ้าง...”


คิเมร่ายังคงพยายามคัดค้านพร้อมบอกว่า แม้ว่าเอ็ดจะห้ามเลือดได้ แต่ตอนนี้อวัยวะภายในของเด็กหนุ่มก็ถูกทำลายไปมากเช่นกัน ตอนที่คิมลี่ย์ถูกสการ์ทำร้าย คิมลี่ย์หายเป็นปกติได้ด้วยพลังของหินนักปราชญ์ ซึ่งเอ็ดไม่มี

“....ฉันจะใช้พลังชีวิตของตัวเองเพิ่มพลังในการแปรธาตุ...ถึงมันจะทำให้อายุขัยของฉันลดลง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องกังวลกับเรื่องนั้น...ที่จริงฉันผิดเอง...ฉันมันอ่อนหัด...เปิดโอกาสให้คิมลี่ย์ทำให้ตัวเองต้องมาอยู่ในสภาพนี้...ความผิดพลาดที่ฉันเป็นคนก่อ ฉันก็ต้องเป็นคนแก้ ใช่ไหมล่ะ...” เอ็ดกัดฟันพูดด้วยความเจ็บปวด....


ในที่สุดคิเมร่าก็ยอมช่วยเอ็ดถอนท่อนเหล็กออก เอ็ดพยายามนึกถึงตอนที่ตัวเองใช้ศิลานักปราชญ์จากร่างเอนวี่เพื่อเปิดประตูแห่งสัจจะ...

“...คิดเสียว่าตัวเราคือพลังชีวิตหนึ่งดวง....เหมือนตอนที่ใช้ศิลานักปราชญ์....ตอนนี้ตัวเราคือศิลานักปราชญ์ที่หลอมมาจากวิญญาณหนึ่งดวง....จำความรู้สึกตอนนั้นให้ได้....ความรู้สึกตอนที่ใช้ศิลานักปราชญ์ของเอนวี่...ความรู้สึกที่ใช้วิญญาณเป็นพลังงานกระตุ้นการแปรธาตุ....”

 

 

 

เอ็ดพยายามรวบรวมสมาธิระลึกถึงตอนที่ใช้ดวงวิญญาณในการแปรธาตุ ขณะที่ต้องทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเมื่อสิงโตออกแรงดึงท่อนเหล็กออก โดยมีคิเมร่าอีกตน (กอริลล่า) คอยจับร่างของเอ็ดเอาไว้...

ทันทีที่ท่อนเหล็กถูกดึงออกมา เอ็ดก็ใช้วิชาแปรธาตุห้ามเลือดได้สำเร็จ แล้วเด็กหนุ่มก็แน่นิ่งไป (เสาอากาศที่อยู่บนหัวเหี่ยวลงไปเลย หุหุ)


คิเมร่าทั้งสองเห็นเอ็ดแน่นิ่งไป (หรืออาจเป็นเพราะว่าเห็นเสาอากาศเหี่ยว ^^’) ก็คิดว่าเด็กหนุ่มตายแล้ว เอ็ดจึงพูดขึ้นมาว่าตนยังไม่ตาย (พร้อมกับเสาอากาศที่เด้งขึ้นมาใหม่ ^^)

เอ็ดอธิบายว่าตนเพียงแค่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยเชื่อมเนื้อเยื่อส่วนที่ไม่เสียหายเข้าด้วยกันเพื่อห้ามเลือดเท่านั้น แต่อวัยวะภายในที่ถูกทำลายยังเสียหายอยู่มาก กอริลล่าจึงบอกให้เอ็ดไปหาหมอ แต่เอ็ดยังคงยืนกรานว่าต้องตามคิมลี่ย์ไปเพราะตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว

 

 

 

คิเมร่าสิงโตจึงแบกเอ็ดขึ้นหลังทำให้หน้าเอ็ดซุกอยู่กับแผงขนบนหัวสิงโตเต็มรัก เอ็ดจึงบ่นออกมาว่า

“....ฉันคงจะตายเพราะหายใจไม่ออกมากกว่า....”
(สิงโตตอบว่า “เท่ใช่ไหมล่ะ....เหมาะกับเจ้าป่าอย่างฉันเลย...”)


สิงโตบอกเอ็ดว่าจะพาเอ็ดไปยังที่ที่เอ็ดต้องการเพื่อเป็นการตอบแทนที่เด็กหนุ่มช่วยชีวิตพวกตนเอาไว้ เอ็ดจึงบอกให้ตามคิมลี่ย์ไปเพราะตอนนี้คนอื่น ๆ (พวกวินรี่) ตกอยู่ในอันตราย แล้วเด็กหนุ่มก็หมดสติไป...


เมื่อเห็นเอ็ดสลบไป สิงโตก็พูดกับกอริลล่าว่า ถึงจะตามคิมลี่ย์จนเจอ แต่เอ็ดในสภาพนี้ไม่มีทางเอาชนะคิมลี่ย์ได้อย่างแน่นอน ทั้งสองจึงตัดสินใจพาเอ็ดไปหาหมอ ถึงแม้จะขัดกับความต้องการของเอ็ดก็ตาม (ตอนนี้สิงโตกับกอริลล่าหมดศรัทธาในตัวคิมลี่ย์แล้ว จึงตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระ ไม่รับใช้คิมลี่ย์อีกต่อไป)

ก่อนจะออกจากเหมือง กอริลล่าเหลือบไปเห็นศิลานักปราชญ์ (ที่เอ็ดเตะออกจากมือคิมลี่ย์) โดยบังเอิญ...แล้วคิเมร่าก็เก็บศิลานักปราชญ์ขึ้นมา....

 

 

 

หลังจากอัลหมดสติไป พวกสการ์ก็จัดการแยกส่วนอัลแล้วช่วยกันถือชิ้นส่วนชุดเกราะคนละชิ้นเพื่อให้เดินทางต่อไปได้ โดยคนที่รับผิดชอบส่วนที่สำคัญที่สุดที่มีอักษรเลือดสลักไว้คือสการ์...


ในที่สุดอัลก็ได้สติ ทันทีที่รู้สึกตัวอัลก็ถามว่าตนถูกแยกส่วนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบนี้ได้อย่างไร ทุกคนจึงอธิบายว่าอยู่ ๆ อัลก็หมดสติไป พวกตนจึงต้องแยกส่วนอัลเพื่อให้เดินทางได้ง่ายขึ้น


โยกิหนาวจนทนไม่ไหวจึงเสนอให้หาที่พักหลบหนาว ทุกคนจึงตัดสินใจเข้าไปหลบในบ้านร้างแถวนั้น


เมื่อรู้ว่าอัลหมดสติไปสองครั้งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน (ครั้งแรกคือระหว่างที่เดินทางมาหาพวกวินรี่ ครั้งที่สองคือตอนเจอกับพวกวินรี่ในตอนที่แล้ว) สการ์จึงบอกว่าควรจะ “แยกส่วน” อัลไว้แบบนี้ เพราะหากอัลเกิดหมดสติไปอีกจะได้ไม่เกิดปัญหามากนัก....

เมื่อได้ยินคำว่า “แยกส่วน” เหม่ยก็คิดอะไรออก เด็กสาวขอบันทึกงานวิจัยจากมาร์โก แล้วดึงลวดที่ใช้เย็บสมุดออก พร้อมอธิบายว่า

“....ในบันทึกเล่มนี้ ใช้คำมากมายที่หมายถึง ทอง และ ความเป็นอมตะ....อั๊วจึงคิดว่าเราควรแยกส่วนบันทึกนี้เสีย แล้วจัดคำเดียวกันไว้ด้วยกัน...”


ทุกคนจึงช่วยกันจัดเรียงบันทึกเสียใหม่ตามข้อเสนอของเหม่ย เมื่อลากเส้นเชื่อมรูปภาพทั้งหมดในบันทึกที่เรียงใหม่เข้าด้วยกัน ก็ปรากฏเป็นรูปของวงแหวนเวทย์ที่ใช้ในการสร้างศิลานักปราชญ์....

 

 

 

มาร์โกพูดขึ้นมาด้วยความผิดหวังว่า ภาพที่ได้เป็นรูปของวงแหวนเวทย์ขนาดมหึมาที่วาดลงบนประเทศอเมสทริส ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้ว และในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ถึงจะรู้เรื่องนี้ไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี

“...เราจะต้องพลิกสถานการณ์คับขันนี้ให้ได้ ไม่งั้นจะมีคนต้องสังเวยชีวิตอีกมากมาย...”


ทุกคนหมดหวังเมื่อพบว่าบันทึกของพี่ชายสการ์ที่เป็นความหวังสุดท้ายกลับไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

“...พี่ครับ...สิ่งนี้หรอกเหรอที่พี่อยากจะบอกผม...พี่ศึกษาวิชาแปรธาตุทั้ง ๆ ที่ขัดกับหลักคำสอนของอิชวาล....แถมยังเรียนวิชาเหลียนตันของประเทศอื่น...แต่พี่ก็ยังค้นคว้าได้แค่นี้เองเหรอ...” สการ์รำพึงถึงพี่ชาย



ขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง โยกิที่เป็นหวัดอยู่ก็จามออกมาอย่างแรง ทำให้บันทึกที่ถูกเรียงไว้กระจัดกระจายไปหมด คิเมร่าจึงตำหนิโยกิพร้อมพูดอย่างลนลานว่า “...ดูสิกระจายมั่วไปหมดแล้ว...แล้วจะเอาด้านไหนขึ้นล่ะเนี่ย...”


อัลได้ยินเช่นนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าควรจัดเรียงบันทึกแบบที่เหม่ยทำตอนแรก หากแต่ให้พลิกกระดาษกลับด้าน (พลิกเอาด้านบนไปไว้ด้านล่าง แต่ให้วางไว้ในตำแหน่งเดิม) เมื่อพวกเหม่ยทำตามคำแนะนำของอัลแล้วลองลากเส้นเชื่อมรูปใหม่ก็พบว่า รูปที่ได้เป็นรูปของวงแหวนเวทย์อีกวงหนึ่ง เหม่ยตีความออกทันที....

“...นี่คือวงแหวนเวทย์อีกวงหนึ่ง....เป็นวงแหวนเวทย์ที่สลักอยู่บนประเทศอเมสทริส แต่ต้องใช้วิชาเหลียนตันในการกระตุ้นให้เกิดการแปรธาตุ....”
(คือว่า เป็นวงเดียวกับที่วาดตอนแรก – ที่ใช้ในการสร้างศิลานักปราชญ์ – แต่วงนี้จะต้องใช้วิชาเหลียนตันเท่านั้นจึงจะทำงาน)

 

 

 

คิมลี่ย์เดินสำรวจอุโมงค์อยู่นานแต่ก็ไม่พบร่องรอยอะไรเลย แถมยังดูเหมือนว่าอุโมงค์นี้จะไม่มีใครใช้มานานแล้ว คิมลี่ย์จึงตัดสินใจจะกลับออกไปทางเดิม แต่แล้วสายตาของคิมลี่ย์ก็ไปสะดุดเข้ากับกับประตูขนาดใหญ่บานหนึ่งมีเครื่องหมายกากบาทขนาดยักษ์วาดทับเอาไว้ เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็พบว่าประตูบานนี้ถูก “ใครคนหนึ่งที่เคยถูกขังไว้อีกฟาก” พังออกมา...


เมื่อคิมลี่ย์เข้าไปสำรวจด้านในก็เข้าใจทันทีว่า สถานที่ที่ตนมาเยือนเป็นที่ที่ใช้ทิ้งเศษหินที่เกิดจากการขุดอุโมงค์ของสโลธ...


ทันใดนั้นเอง เงาพร้อมดวงตาปีศาจขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวคิมลีย์ เงานั้นทอดยาวตลอดเพดานอุโมงค์ขนาดยักษ์จนมาเชื่อมกับเงาของคิมลี่ย์..

“....นายคือนักเล่นแร่แปรธาตุดอกบัวแดงใช่ไหม....ฉัน..ไพรด์...” เงาแนะนำตัวกับคิมลี่ย์


ไพรด์ถามคิมลี่ย์ว่าเรื่องสการ์ไปถึงไหนแล้ว คิมลี่ย์ตอบว่าตอนนี้กำลังตามล่าอยู่ ไพรด์บอกให้เปลี่ยนแผนการเสียใหม่...

“...เลื่อนเรื่องสการ์ออกไปก่อน...ตอนนี้สิ่งที่นายต้องทำคือ สลักรอยเลือดลงบนยอดเขาบริกส์....”


คิมลี่ย์ออกตัวว่าคงจะทำให้สำเร็จได้ยาก เพราะทหารของบริกส์มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเหนียวแน่น และมีอุดมการณ์อันแรงกล้า ไพรด์จึงแนะนำว่าให้ใช้ความความแข็งแกร่ง (ของความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพบริกส์) นั้นเป็นเครื่องมือเพื่อให้งานลุล่วง....

“....อุโมงค์ที่สโลธกำลังขุดใกล้จะสมบูรณ์แล้ว....” ไพรด์กำชับคิมลี่ย์ก่อนกลับไปหาท่านพ่อยังแหล่งกบดานใต้ดินที่เซ็นทรัล....

 

 

 

ที่แหล่งกบดานของเหล่าโฮมุนคูลัส ไพรด์ปรากฏตัวขึ้นในเงามืด บนใบหน้ามีรอยยิ้มเย็นเยียบ ขณะที่ท่านพ่อกำลังรำพึงว่า

“...รีบหน่อย..เร็วเข้า...เร็วขึ้นอีก....วันนั้นใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว....”

....ในที่สุดแผนการของเหล่าโฮมุนคูลัสก็ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย...!!

 

 

 

จบแล้ว หุหุ


ดูแล้วอาจเป็นไปได้ว่าพวกเอ็ดสามารถหยุดพวกท่านพ่อได้ (แต่เอ็ดจังยอมแลกอายุขัยบางส่วนเพื่อห้ามเลือดไปแล้วนิ แปลว่าอายุสั้น !?) ยังไงก็อยากให้จบแบบแฮปปี้หน่อย อาจไม่ 100% (เพราะคุณวัวคงไม่เขียนเรื่องแบบอุดมคติขนาดนั้น 555) แต่ขอให้ดีกว่าแบบอนิเมะ เหอเหอ


เอารูปวงแหวนเวทย์วงใหม่แบบซูมมาให้ดูจ้า จะเห็นว่าเส้นลากเชื่อมรูปที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน ซึ่งก็เป็นไปตามหลัก "ปราณมังกร" ของวิชาเหลียนตันในเรื่อง (ในตอน 67 ลองไปอ่านดู ตอนที่เหม่ยแปรธาตุจากระยะไกล วงแหวนเวทย์ทั้งสองวงเป็นรูปเดียวกัน เพื่อเป็นทางไหลเข้าออกของพลังงาน) (คลิกเลยงับ)

 

 

 

 

 

มาต่อโนดาเมะนิดนึง ไม่ได้สปอยอะไรมากหรอก แค่จะบอกว่าตอนนี้มีหน้าสี แถมซีนที่ชอบ (เพราะท่านจิกับน้องโนะฮาซะ อิอิ)

 

น้องโนะได้ลงปก Kiss เล่มนี้ด้วย น่ารักดี ^^

 

 

 

ส่วนหน้าสี กี๊ดดดด ชอบอะ ดูเย็น ๆ รุ่นปี๊ก็น่ารัก โฮกกก (ใครอยากได้รูปจัมโบ้ก็คลิ๊กเลยน่อ)

 

 

 

ฉากที่ชอบก็ซีนที่โนดาเมะรั่ว เหมือนคนเมาเลยเนอะ (คนอื่นเมาเหล้า แต่เจ๊แกเมาเปียโนคร่ะ)

 

เรื่องของเรื่องก็คือ โนดาเมะได้ดูเดี่ยวเปียโน "Maurice Ravel -- Piano Concerto in G Major" แล้วเกิดเคลิ้ม อยากเล่นร่วมกับท่านจิ

 

ฉากที่ถลาเข้าหาท่านจินี่อย่างฮา ท่านจิก็แบบหลบซะ เหอเหอ

 

 

 

 

แต่ปัญหาหนักอกก็เกิดจนได้ เมื่อจิอากิก็ได้รับเมลจากเอลิเซ่  ให้ร่วมแสดงเพลงนี้กับสาวคนอื่น (ที่ไม่ใช่น้องโนะ) ด้วยเหมือนกัน

 

 

 

เฮ้อ ท่าทางรุ่นพี่จะหนักใจน่าดูนะนั่น แต่เราว่าที่จิอากิหนักใจก็แปลว่าเฮียแกแคร์น้องโนะมากๆๆๆ เลยนะ เพราะก่อนหน้านี้พวกมิเนะถามเท่าไหร่โนดาเมะก็ไม่ยอมบอกว่าอยากเล่นเพลงอะไร แต่พอมิเนะแซวว่า

 

"ขืนท่ามาก เดี๋ยวจิอากิก็ไปเล่นเพลงนี้กับ (สาว) คนอื่นหรอก"

 

เท่านั้นแหละ น้องโนะเราทั้งบอก ทั้งเล่นสดให้ดูเลย เหอเหอ

 

ปล. หลัง ๆ นี่เรื่องนี้ลายเส้นชักเปลี่ยนเนอะ อ่านไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยรู้สึก แต่พอมาเทียบกับเล่มแรก ๆ แล้ว เอิ่มมมม ต่างแฮะ โดยเฉพาะท่านจิกับเจ๊คิโยระ (รู้สึกว่าคิโยระจะน่ารักน้อยลงง่ะ ส่วนรุ่นพี่เราไม่ขอเม้น กร๊ากกก)

 

เพ้อแค่นี้พอ เดี๋ยวคนอ่านจะหาว่าบ้า

 

ไว้เจอกันน่อ

 

(ความจริงอยากอัพหลายเรื่อง เคโรโระตอนใหม่ก็ฮาซะ -- ล้อเดธโน๊ตซะเหมือนเลย เหอเหอ ไปตามอ่านในพันทิปได้ ลงกระทู้เอาไว้แล้ว) CLICK DE-ARIMASU~

 

บายจ้า ~

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สงสารน้องเอ็ด...อายุเอ็ดลดแล้วอัลจะเป็นไงอ่า แล้วป๋าไปไหนคะ เจ๊โอด้วย จารย์วัวอ่ะ อย่าแกล้งแบนป๋าดิคะ

ป๋ากับเอ็ดขี่หมูน่ารักง่าcry

เซมไปกะน้องโน๊ะก็โฮกกกกก ท่าพุ่งพิฆาตนี่ฮามากกก อยากดูแบบซีรี่ย์เร็ว ก่ารี๊ดดด

ถ้าโนดาเมะรู้ว่ารุยได้เล่นนี่จะเป็นเรื่องไหมน้า

#1 By molecularkitten on 2007-11-13 20:37

โฮๆๆๆๆๆๆๆ เอ็ดจ๋า ไม่เอาน้า

แล้ววินรี่ล่ะจะทำยังไง ฮือๆๆ แง๊!!

คุณวัว! อย่าทรมานกันได้ม๊ายย ซาดิสต์จริงเฟ้ย
เราก้อเปงสาวกFMAนะน่าจะมีต่อนะถ้ามีแล้วบอกด้วยละคับ

#3 By คลั่งไคล้32 (209.240.89.57) on 2008-04-16 05:09