EPISODE 76  The form of a Man...the form of a Stone.

เง้อ  อัพแล้วพอกด publish ทำไมมันหายไปหมดซะงั้น  สงสัยต้องกด save ก่อน  ต้องลงใหม่หมดเลยง่ะ  แอบเซ็งนิดนึง ^^"

 

ตอนนี้คุณวัวใจร้ายมากมายอะ (ในบอร์ต่างประเทศถึงกับมีคนโพสไว้ว่า  dammit for last 6 months she doing whatever she wants with us!!!  -- ถูกเผงเลย  ห้าหกตอนมานี่คุณวัวทำเราอึ้งตลอด 555)


ไม่อยากพล่ามมาก (เริ่มง่วง -_-") เริ่มกันเลยดีกว่าน่อ

ปล.เอารูปเปิดตอนมาลงแทนรูปอิสึมิ  เพราะชอบเป็นการส่วนตัวจ้า  ดูแล้วรู้สึกถึงอารมณ์ของป๋าโฮเลยอะ

ปล.(อีกรอบ)  อยากตั้งชื่อตอนว่า "นายเจ็บฉันเจ็บ" จริง ๆ หุหุ  

 

เมื่ออิสึมิได้รู้ความลับของโฮเอนไฮม์  เธอถึงถึงกับตกตะลึงและพูดออกมาว่า
“คุณโฮเอนไฮม์  คะ....คุณ..คุณคือ....ศิลานักปราชญ์??”




ขณะที่วางแผนจับกุมคิมลี่ย์  เอ็ดได้อธิบายเรื่องศิลานักปราชญ์ให้พวกไมล์สฟัง  ทั้งขนาด  รูปแบบ  ชื่อเรียก  และสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องสังเวย

“ศิลานักปราชญ์...ศิลาแห่งสวรรค์...ยาอายุวัฒนะ...ทิงเจอร์สีแดง...ธาตุที่ห้า...ศิลานักปราชญ์มีชื่อเรียกหลายอย่าง   และไม่จำเป็นต้องเป็นหินเสมอไป...ศิลาอาจอยู่ในรูปของเหลว  ผงแป้ง  หรือเป็นสารกึ่งของแข็งอย่างที่ ดร.มาร์โกสร้างขึ้นก็ได้....ส่วนศิลาของคิมลี่ย์มีรูปร่างคล้ายถ่านหินขนาดเล็ก...เจ้านั่นกลืนหินเข้าไปในร่างตัวเอง  ทำให้สามารถแปรธาตุได้โดยไม่ใช้วงแหวนเวทย์...”

เหล่าทหารออกความเห็นว่าหากสามารถชิงหินมาจากคิมลี่ย์ได้  ทุกอย่างคงง่ายขึ้น (แต่ความหวังที่จะทำสำเร็จก็น้อยเต็มที...)  

เอ็ดเสริมว่า  แม้พลังอำนาจของศิลาจะยิ่งใหญ่  แต่แท้จริงแล้วศิลามีขนาดเล็กนิดเดียว  การจะสร้างหินสีแดงขนาดใหญ่จะต้องสังเวยชีวิตคนมากมาย  หินนักปราชญ์จึงเป็นสิ่งล้ำค่าในตำนานที่ตนไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย.....”

 

 

 

 

 

เมื่อพายุหิมะสงบลง  พวกไมล์สก็วางแผน “เก็บ” คิมลี่ย์และผู้ติดตามทั้งสองจากเซ็นทรัลทันที  พวกไมล์สตกลงกันว่าจะใช้ปืนยาวยิงคิมลี่ย์จากระยะไกล

“พวกเราต้องล่อคิมลี่ย์กับสมุนสองคนออกมา  แล้วก็จัดการเสีย...จัดการแค่สามคนเท่านั้น  และต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด....”  ไมล์สสั่งการลูกน้อง


เมื่อเอ็ดได้ยินว่าไมล์สจะฆ่าคิมลี่ย์  เด็กหนุ่มก็คัดค้านพร้อมเสนอว่า  ให้จับกุมคิมลี่ย์และทำให้ใช้วิชาแปรธาตุไม่ได้ก็พอ  หลังจากนั้นค่อยสอบปากคำ...คาดคั้นให้เผยความลับออกมา....

แต่ไมล์สปฏิเสธเพราะเชื่อว่า  คนอย่างคิมลี่ย์ไม่มีวันพูดความจริงอย่างแน่นอน  อีกทั้งการปล่อยวายร้ายอย่างคิมลี่ย์ให้รอดชีวิตก็เสี่ยงเกินไปสำหรับพวกตน


เอ็ดเข้าใจเหตุผลของไมล์ส  แต่ก็ยังไม่อยากให้ไมล์สสังหารลูกน้องสองคน (ที่เป็นคิเมร่า) ของคิมลี่ย์อยู่ดี  ไมล์สจึงเตือนเอ็ดว่า  สักวันหนึ่งเด็กหนุ่มอาจจะตายเพราะความใจอ่อนของตัวเองก็ได้....

เอ็ดได้ฟังคำเตือนของไมล์สก็ได้แต่ยืนเม้มปากนิ่งด้วยความอัดอั้นตันใจ  แต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลมายับยั้งการกระทำของไมล์สได้เลย....


เมื่ออยู่กันตามลำพัง  เหล่ากองกำลังจากบริกส์ก็พูดถึงเอ็ดว่ายังมีความเป็นเด็กอยู่มาก  

“ใช่...คนที่มีชีวิตอยู่โดยตั้งใจว่าจะไม่คร่าชีวิตของใครเป็นพวกไม่อยู่กับความเป็นจริง...”  แต่ทุกคนก็ยอมรับว่า  ครั้งหนึ่ง...เมื่อยังเป็นเด็กหนุ่ม...พวกตนก็เคยมีความคิดอุดมคติเช่นนี้  แต่การผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วนก็หล่อหลอมให้เหล่าทหารกลายเป็นคนดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด  แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตคนอื่นก็ตาม

“นั่นสินะ  พอเข้าร่วมสงครามหลาย ๆ ครั้ง  ก็กลายเป็นว่าการไว้ชีวิตศัตรูน่ะทำยากกว่าการฆ่าเป็นกอง....”

“แต่ถึงอย่างนั้นพี่น้องเอลริคก็เลือกทางที่ยากลำบากไม่ใช่หรือ...”

“ฉันยอมรับนะว่า...ตัวเองก็อิจฉาพวกนั้นอยู่เหมือนกัน...”  ไมล์สยิ้มขณะที่เผยความในใจของตนออกมา...

 

 

 

 

 

มาร์โก  สการ์  และเหม่ยช่วยกันถอดรหัสบันทึกในอุโมงค์  ขณะที่โยกิออกไปสำรวจอุโองค์เพื่อหาทางออก

“..."Rasaayana..."...เป็นสมุนไพรที่คืนความอ่อนเยาว์ให้ร่างกาย  และช่วยยืดอายุ..”  สการ์ตอบข้อสงสัยของมาร์โก

มาร์โกจึงตีความว่า  ชื่อของสมุนไพรนี้อาจหมายถึงศิลานักปราชญ์ก็ได้
“..สามารถเปลี่ยนโลหะให้เป็นทอง...คืนความอ่อนเยาว์ให้กับร่างที่แก่ชรา...แล้ว “Aurelian” ล่ะหมายถึงอะไร...”

สการ์ตอบว่าคำคำนั้นหมายถึง “ทองคำ”

มาร์โกสามารถสร้างประโยคขึ้นมาได้ว่า
“ทองคำเป็นรากฐานของความเป็นนิรันดร์...ที่ช่วยยืดอายุขัยของร่างกายมนุษย์....”  
“ข้อความพวกนี้ไม่เห็นจะสื่อถึงอะไรเลยนอกจาก  ทองคำ และ ชีวิตอมตะ...”  มาร์โกเริ่มหมดหวังเพราะตีความรหัสไม่ออก


เหม่ยเข้าใจความหมายของรหัส  เพราะพี่ชายของสการ์ซึ่งศึกษาวิชาเหลียนตัน  ใช้ภาษาชินในการบันทึก  เหม่ยจึงบอกความนัยที่แฝงอยู่ในข้อความให้มาร์โกฟัง...


“ชาวชินเรียกคนที่มีชีวิตอมตะว่า “คนจริง”... ในภาษาของพวกเรา  คำว่า “จริงแท้”  มีความหมายอีกอย่างคือ “สมบูรณ์แบบ”... “คนจริง” จึงหมายถึง “คนที่สมบูรณ์แบบ” ก็ได้  ในทำนองเดียวกัน  พวกเราเรียกทองคำว่า “โลหะที่สมบูรณ์แบบ”....”

“....และมีภาษิตชินบทหนึ่งกล่าวว่า  “บุรุษผู้ถือกำเนิดจากทองจะไม่มีวันหมองเพราะสังขารที่ร่วงโรย”
(  "A shin-hito is a kin-hito!"  หมายถึง  ชายที่มีชีวิตอมตะ  คือบุรุษสีทอง)



“มีตำนานกล่าวว่า  ชายที่นำวิชาแปรธาตุมาเผยแพร่ในชินมีผมและนัยน์ตาสีทอง  ชาวชินจึงคิดว่าเขาต้องเป็นอมตะแน่ ๆ”  เหม่ยอธิบายถึงภาษิตและตำนานของชินให้ทุกคนฟัง....



วินรี่พูดขึ้นมาโดยไม่ได้คิดอะไรว่า  ชายคนนั้นมีผมและตาสีทองเหมือนเอ็ดและอัลไม่มีผิด....  


ทันใดนั้นโยกิก็เรียกทุกคนและบอกว่าพบทางออกที่ทะลุไปยังเทือกเขาบริกส์แล้ว  ทุกคนจึงรีบตามโยกิไปด้วยความยินดี....

 

 

 

 

 

พวกมาร์โกเดินทางด้วยความลำบากเพราะทางเดินถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาจากพายุหิมะที่กระหน่ำมาหลายชั่วโมง  วินรี่ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยกำลังร้องขอความช่วยเหลือจึงหันไปมอง  และพบกับอัลที่ถูกฝังอยู่ในหิมะ  เหลือเพียงแขนโผล่ขึ้นมา  วินรี่จึงช่วยอัลออกมาด้วยความเป็นห่วงและตกใจที่พบกับอัลโดยไม่คาดคิด...


วินรี่แปลกใจมากที่อัลซึ่งควรจะอยู่กับเอ็ดมาอยู่กลางภูเขาหิมะตามลำพัง  อัลจึงบอกกับทุกคนว่าตัวเองรีบมาดักพวกวินรี่ก่อนที่จะเดินทางถึงฐานทัพบริกส์  เพราะตอนนี้ทางเซ็นทรัลเรียกตัวโอลิเวียร์ไปยังศูนย์บัญชาการกลางแล้ว  พร้อมกับส่งคนของ ผบ.สูงสุดมาประจำที่บริกส์แทน

“...ตอนนี้ฐานทัพบริกส์ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว...เราต้องหาที่กบดานแห่งใหม่...”  อัลบอกข่าวร้ายกับทุกคน

สการ์จึงพูดขึ้นมาว่า  ตนไม่รู้เลยว่านอกจากฐานทัพบริกส์แล้ว  จะหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่ไหนได้อีก.....



อัลพยายามปลุกใจทุกคนด้วยการเอาเสบียงที่ตนนำมาจากพวกไมล์สออกมาให้ทุกคนกิน  แต่วินรี่ก็ยังอดห่วงทางเอ็ดไม่ได้  เพราะเด็กสาวเกรงว่าคิมลี่ย์จะสงสัยที่อยู่ ๆ อัลก็หายตัวไป  อัลจึงบอกวินรี่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงพร้อมเล่าแผนการของเอ็ดให้ฟัง


เอ็ดแก้ปัญหาด้วยการหลอมเกราะที่เหมือนกับอัลทุกกระเบียดนิ้วขึ้นมาแล้วให้ทหารคนหนึ่งเข้าไปอยู่ข้างใน (น่าสงสารแฮะ  ^^’)  แต่คิมลี่ย์ก็ยังรู้สึกผิดสังเกตอยู่ดี

 

 

 

 

 

ระหว่างที่ไมล์สสั่งการให้ลูกน้องแต่ละคนประจำตำแหน่งเพื่อทำการ “ลอบสังหาร” คิมลี่ย์  ก็พบว่าคิมลี่ย์กับลูกน้องปลีกตัวออกไปสำรวจพื้นที่ตามลำพัง  เมื่อไมล์สถามทหารคนหนึ่งว่าคิมลี่ย์ออกไปสำรวจอะไรกันแน่  ก็ได้รับคำตอบว่า

“เห็นหอคอยใหญ่ของเหมืองกลางเมืองนั่นไหมครับ  พวกนั้นจะเข้าไปในเหมืองเพื่อหาอุโมงค์...แต่คิมลี่ย์ไม่ไว้ใจทหารจากบริกส์ก็เลยเอาแต่คนของเขาไป....”


ไมล์สรู้ทันทีว่าคิมลี่ย์ไหวตัวทันและกำลังจำหนีไป  ทหารชาวอิชวาลจึงสั่งให้พรรคพวกตามคิมลี่ย์ไป  พร้อมให้พลแม่นปืนเข้าประจำที่รอบหอคอย  ส่วนเอ็ดให้ตามคิมลี่ย์ไปตามลำพัง....

 

 

 

 

 

คิมลี่ย์รู้ตัวว่าเอ็ดสะกดรอยตามตนอยู่  จึงพูดขึ้นมาว่า  “นายก็อยู่ที่นี่ด้วยใช่มั๊ยล่ะ...นักเล่นแร่แปรธาตุเหล็กไหล...”


เอ็ดถามว่าคิมลี่ย์ต้องการอะไร  คิมลี่ย์ทำเป็นไม่สนใจพร้อมพูดว่า  ตนคาดไม่ผิดที่เอ็ดสะกดรอยตามมา..


“มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่หรือ  ฉันตามนายมาเพราะนายสัญญาว่าจะให้ศิลานักปราชญ์เป็นของตอบแทนหากฉันช่วยนายจับตัวสการ์...”  เอ็ดทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้...

“เลิกเล่นละครตบตาได้แล้ว....ฉันรู้นะว่านายทำลับ ๆ ล่อ ๆ ตามมาเพื่อให้พวกพลแม่นปืนมีเวลาเข้าประจำตำแหน่ง...”


เมื่อเห็นว่าคิมลี่ย์รู้ทันแผนการทุกอย่าง  เอ็ดจึงถามคิมลี่ย์ว่ารู้ได้อย่างไร

คิมลี่ย์ตอบว่า  “...เพราะแถวนี้มีรังสีแห่งการฆ่าแผ่ออกไปทั่วเลยน่ะสิ....ฉันรู้สึกได้...เป็นความรู้สึกที่ดีจริง ๆ ....ที่ฉันรอดชีวิตจากอิชวาลได้ไม่ใช่เพราะโชคช่วยหรอกนะ....”



ขณะที่พลแม่นปืนกำลังจะเหนี่ยวไก  คิมลี่ย์ก็ใช้วิชาแปรธาตุทำให้เกิดระเบิดขึ้น  ไอน้ำจากหิมะและควันจากระเบิดทำให้รอบ ๆ ตัวคิมลี่ย์ถูกปกคลุมไปด้วยไอและควัน  พลแม่นปืนจึงไม่สามารถสังหารคิมลี่ย์ได้....

 

 

 

 

 

ทันใดนั้นเองก็มีกรงเล็บขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาหวังจะทำร้ายเอ็ด  เด็กหนุ่มหลบได้อย่างหวุดหวิด  แต่กำปั้นยักษ์ก็โจมตีตามมาทันที  เอ็ดใช้สัญชาติญาณการ์ดรับไว้ได้

เมื่อเอ็ดตั้งหลักได้ก็เห็นว่าเจ้าของกรงเล็บคือ คิเมร่าสิงโต  ส่วนคิเมร่าที่ใช้กำปั้นโจมตีมีรูปร่างเป็นกอริลล่าตัวโต  คิเมร่าทั้งสองรุมโจมตีเด็กหนุ่ม  เอ็ดพลาดท่าถูกสิงโตจับได้เพราะควันจากระเบิดทำให้เอ็ดมองอะไรไม่เห็น  แต่คิเมร่าที่มีประสาทรับกลิ่นเป็นเลิศสามารถจับตำแหน่งของเอ็ดได้อย่างแม่นยำ

เอ็ดเอาตัวรอดด้วยการเปลี่ยนออโต้เมลให้เป็นมีดแล้วแทงข้อมือของสิงโตทำให้สามารถหลุดจากพันธนาการมาได้


ไมล์สได้ยินเสียงต่อสู้จึงตะโกนถามเอ็ดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร  เอ็ดรีบรายงานทุกอย่างให้ไมล์สฟังทันทีพร้อมเตือนให้พวกไมล์สออกห่างจากกลุ่มควันโดยเร็ว...



กลุ่มควันหนาทึบทำให้เอ็ดมองอะไรไม่เห็นและเสียหลักตกลงไปในเหมือง  คิมลี่ย์และสมุนรีบตามเด็กหนุ่มลงมาเพื่อจะจัดการกับ “ตัวแสบ” ให้ได้


เอ็ดเหลือบไปเห็นกองไดนาไมท์ที่ใช้ระเบิดเหมืองก็คิดแผนการรับมือคิเมร่าทั้งสองได้  เด็กหนุ่มรู้ว่าไดนาไมท์มีแอมโมเนียมไนเตรทเป็นส่วนประกอบจึงใช้วิชาแปรธาตุแยกส่วนทำให้เกิดก๊าซแอมโมเนียฟุ้งไปทั่ว  (เอ็ดเตรียมการมาอย่างดี  อุดจมูกไว้ด้วย ^^)  


เมื่อคิเมร่าที่จมูกไวกว่าปกติสูดแอมโมเนียเข้าไปก็ถึงกับทนกลิ่นที่ฉุนอย่างร้ายกาจไม่ได้  สัตว์ประหลาดทั้งสองล้มลงกับพื้นและพ่ายแพ้เอ็ดในที่สุด....

 

 

 

 

 

เมื่อจัดการสมุนทั้งสองได้แล้วเอ็ดก็สู้กับคิมลี่ย์ตัวต่อตัว  เอ็ดอาศัยความไวและฝีมือ (ที่ดูเหมือนเก่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก) ปัดศิลานักปราชญ์ออกจากมือคิมลี่ย์ได้ก่อนที่คิมลี่ย์จะได้ใช้พลังจากหินในการต่อสู้  


หลังจาก “ปลดอาวุธ” ของคู่ต่อสู้แล้ว  เอ็ดก็ใช้ออโต้เมล์เฉือนฝ่ามือของคิมลี่ย์เพื่อทำลายวงแหวนเวทย์ที่สลักอยู่ทันที

 

 

 

 

 

เอ็ดคิดว่าตนจัดการคิมลี่ย์อยู่หมัดแล้วจึงตัดสินใจไม่ปลิดชีวิตศัตรูตามที่ไมล์สแนะนำ  วินาทีที่เอ็ดกำลังเผลอ  คิมลี่ย์ก็คายศิลานักปราชญ์ชิ้นที่สองออกมาพร้อมเยาะเย้ยเอ็ดว่า


“เสร็จฉันล่ะ...นายคิดอย่างนั้นอยู่ล่ะสิ....ความกล้าที่จะ “ไว้ชีวิต” ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องอยู่หรอกนะ....แต่หากนำมาใช้ในสนามรบก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงข้าม....โชคดีจริง ๆ ที่นายไม่ฉวยโอกาสฆ่าฉันซะ....นายมันอ่อนหัด....ไม่คิดล่ะสิว่าฉันยังมีศิลานักปราชญ์อีกอัน.....ตอนนี้นายแพ้แล้ว...”


เอ็ดตกตะลึงกับ “ไม้เด็ด” ของคิมลี่ย์  แต่ก็สายไปเสียแล้ว....คิมลี่ย์ใช้พลังของหินระเบิดเหมืองและหอคอยไปพร้อม ๆ กับเอ็ดและลูกน้องทั้งสอง  (ที่ครวญครางยกใหญ่ที่คิมลี่ย์หักหลังสมุนผู้ซื่อสัตย์อย่างพวกตน)

 

 

 

 

 

ร่างของเอ็ดร่วงลงมากระแทกกับพื้นเบื้องล่าง  เอ็ดพยายามยันตัวเองขึ้นเพื่อหาคิมลี่ย์  ทันใดนั้นเองเด็กหนุ่มก็กระอักเลือดออกมาพร้อมกับรู้สึกถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสที่ชายโครง....


เอ็ดหันไปมองและพบว่าที่ชายโครงด้านซ้ายมีท่อเหล็กขนาดใหญ่เสียบอยู่  ท่อเหล็กนั้นเสียบทะลุจากหลังมาหน้า  เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้น  เด็กหนุ่มกระอักเลือดออกมาอีกครั้งพร้อมกับหมดสติไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน....

 

 

 

 

 

ขณะที่ชีวิตของพี่ชายกำลังตกอยู่ในช่วงวิกฤติ  อัลผู้เป็นน้องก็ล้มลงเช่นกัน  วินรี่และเหม่ยถลาเข้ามาเขย่าตัวอัลด้วยความเป็นห่วง

“.....มันกำลัง....ถูกดึงไป....อีก..แล้ว.....”
“อัล!!..ที่ว่าถูกดึงไปมันอะไรกัน...อัล...” วินรี่คาดคั้นด้วยความร้อนใจ
“.......วิญญาณ....”  อัลตอบวินรี่ด้วยสติเลือนลางเต็มที...


วินรี่กอดร่างที่แน่นิ่งของอัล....ร้องหาคนช่วย...
“ตื่นขึ้นมาสิอัล.....ใครก็ได้...ใครก็ได้ช่วยที.........”

“......เอ็ด....”

เด็กสาวตะโกนเรียกเอ็ดสุดเสียงโดยไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตของเอ็ดก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นกัน.....

 

 

 

 

 

=[]=

 

T____T

 

ม่ายยยยยย  เอ็ดจางงงงงงง  อัลคุงงงงงงงง

 

แต่เราว่าเอ็ดจังคงไม่ตายหรอก  แต่จะรอดยังไงนี่สิ


แอบลุ้นว่าป๋าโฮจะมาช่วยเหมือนกัน  แต่ก็อยู่ไกลเกินง่ะ (ป๋ายังรำลึกอดีตอยู่กับพวกอิสึมิอยู่เลย)

ที่ดู ๆ น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ได้ศิลานักปราชญ์จาก คห. 7 (ที่ปัดจากมือคิมลี่ย์) มาช่วย  (แต่ก็ต้องเฮงจริง ๆ ถึงจะบังเอิญมาเจอได้)

ไม่แน่ว่าคิมลี่ย์นั่นแหละที่จะช่วย  เพราะคิมลี่ย์จะกล้าฆ่าเสามนุษย์ที่ขนาดเอ็นวี่ยังไม่กล้าฆ่าเลยเหรอ


แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้กับการ์ตูนเรื่องนี้อะนะ  ต้องรอลุ้นเดือนหน้า หุหุ

 

 

อยากอ่านตอนต่อไปเร็ว ๆ จัง

 

เอนทรี่หน้าคงเป็นโอรังนะงับ  แฟน ๆ แฝด แอนด์ ทามะจัง เตรียมโฮกกกก ได้เลย  กะรี๊ดมากมาย อิอิ

 

ไปก่อนนะค้าบ 

บายจ้า

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แง่มๆ ไปเม้นต์ที่พันติ๊บแล้วค่า อ.วัวสุดยอดจริงๆ ขยันมีเรื่องมาให้หัวใจวายได้เรื่อยๆเลย โอๆๆๆๆๆๆ น้องเอ็ดเจ็บหนักแบบนี้ก็ต้องส่งผลต่อร่างน้องอัลด้วยดิคะ

แอบลุ้นว่าตอนหน้าจะมีแก่นแท้ออกมาบ้างไหม

#1 By molecularkitten on 2007-10-12 21:32

ชิ้ง-----------------
มายกแรกอึ้ง ก็คิดๆตั้งกะตอนที่แล้วว่ามันแหม่งๆ พอเจองี้เข้าไป ฟันธงเลยครับว่าครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้า พ่อลูกแน่นอน
แต่ยกสุดท้าย อึ้งกว่า น้ำตาจะร่วงตามน้องอัล...
เจ๊วัว ...ทำลายความฝันม๊ากกกกกกกกกกกกก
ปล.หัวใจร่วงกระเด็นลงท่อ...เอ็ดกับน้องอัลจะรอดไหมนี่

#2 By Rebirth[KAOS] on 2007-10-13 00:43

อะ เอ็ดดดดดดดด

อัล ม่ายยยยยยยยย

อย่าทรมานคนอ่านจะได้ม๊ายอาจารย์อาราคาว่า

โฮๆๆๆ ป๋าโฮช่วยด้วย

#3 By JOZE (chiiyo) on 2007-10-14 12:15

อ้ากกกกกก

ยาวโฮกกกกกกกก~

แต่หนุกอ่ะ

เอ็ด~!! ม่ายยยยยยยยยย

คุณวัวทำให้เฮาอึ้ง ทึ่ง เสียวอีกแร้ววววว

คิดว่าเอ็ดไม่ตายหรอก(พระเอกนี่)

แต่ใครจะมาช่วยอ่ะ...

#4 By H ö t ä r ü ~ ♪ on 2007-10-20 23:28