FMA 73 :: DAYDREAM กับเสามนุษย์สี่คนและพรรคพวกคนใหม่....
posted on 15 Jul 2007 15:44 by palmcj in Alchemic-worldก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยที่มาสปอยช้า ตอนแรกกะว่าจะเขียนสปอยให้เสร็จเมื่อวาน แต่ทำไปได้แค่ครึ่งเดียวก็ทำต่อไม่ไหวเพราะไม่สบาย (เมื่อวานล้มหัวกระแทกพื้นง่ะ ซุ่มซ่ามเกิน หัวโนใหญ่มากกกก ปวดหัวจนทำไม่ไหวจับไข้อีกต่างหาก T___T ได้พักคืนนึงตื่นมาดีขึ้นมากก็เลยมาทำต่อให้เสร็จ ^^)
ตอนนี้ชื่อว่า DAYDREAM งับ เป็นอีกตอนที่สนุกมาก ๆ อ.ฮิโรมุดำเนินเรื่องได้กระชับ เร้าใจ ไม่ยืด ไม่ออกทะเลจริง ๆ ทุกหน้ามีความหมายกับเนื้อเรื่องหมด อ่านตอนนี้แล้วสังหรณ์ว่าอีกไม่นานตาฟูกับรันฟานอาจจะกลับมามีบทอีก แล้วก็รู้สึกเหมือนมันใกล้จะไคลแมกซ์แล้วนะ ต้องดูกันต่อไปว่าที่เค้าว่ากันว่า อ.ฮิโรมุ วางแผนจะเขียนเรื่องนี้จบในตอนที่ 80 จะจริงมั๊ย ถ้าจริงตอนนี้ก็ใกล้จบมาก ๆ แล้วล่ะ ^^'
ไม่เกริ่นต่อแล้วจ้า (บ่นมายาวแล้ว อิอิ) ไปอ่านสปอยกันเลยดีกว่า
ปล. ถ้ามีพิมพ์ผิด หรือภาษาไม่ดีก็ต้องขออภัยอย่างแรง เพราะตอนนี้ยังมึน ๆ อยู่เลยงับ -_-"
EPISODE 73 DAYDREAM
หลังจากพบทหารผู้รอดชีวิตสองนาย บัคคาเนียร์และพวกก็เดินหาทางออกในความมืด (เพราะทหารสองคนที่รอดจากการกลืนกินอันโหดร้ายของเงาบอกบัคคาเนียร์ว่า เงาจะไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตหากอยู่ในความมืด (คงเพราะในความมืดจะไม่มีเงานั่นแหละ)) จนในที่สุดก็พบบันไดที่จะพาทั้งหมดออกจากอุโมงค์สู่โลกภายนอก เมื่อพบทางออกพวกบัคคาเนียร์จึงจุดไฟ แต่เมื่อบัคคาเนียร์ดูนาฬิกาก็พบว่าพวกตนได้ใช้เวลาในอุโมงค์เกิน 24 ชั่วโมงไปแล้ว (ก่อนลงมาสำรวจอุโมงค์บัคคาเนียร์บอกโอลิเวียร์ว่า หากครบ 24 ชั่วโมงแล้วพวกตนยังไม่กลับมาให้โอลิเวียร์ปิดตายทางออกเสีย) นายทหารคนหนึ่งบอกให้ดับไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีของเงาแล้วหาทางออกอื่น แต่บัคคาเนียร์บอกว่าตนสามารถใช้มือขวาที่เป็นออโต้เมลขุดอุโมงค์สร้างทางออกขึ้นมาใหม่ได้ แล้วบัคคาเนียร์ก็ลองปีนบันไดขึ้นไปเคาะประตูที่โอลิเวียร์ปิดทางเข้าออกอุโมงค์เอาไว้ ทุกคนรอด้วยใจระทึกว่าจะมีคนมาเปิดประตูให้หรือไม่....
ในที่สุดประตูก็เปิดออก
ยินดีต้อนรับกลับครับ เจ้าหน้าที่ที่มาเปิดประตูกล่าวต้อนรับเหล่าผู้กล้าที่รอดกลับมาอย่างปลอดภัย
บัคคาเนียร์ประหลาดใจมากที่ทางออกยังไม่ถูกปิดจึงถามเรื่องนี้กับทหารที่มาเปิดประตูให้ ทหารคนนั้นตอบว่า ...ครับ....แต่ตอนนี้ยังผ่านไปไม่ถึง 24 ชั่วโมงเลย ลองดูนาฬิกานี่สิครับ ทหารพูดพร้อมกับยื่นนาฬิกาข้อมือที่ตายแล้วให้บัคคาเนียร์ดูและบอกว่าโอลิเวียร์ให้ตนยืมนาฬิกาเรือนนี้มา บัคคาเนียร์และพวกมองหน้ากันอย่างแปลกใจ (คงตกใจที่โอลิเวียร์ใจดีเกินคาดมั๊ง ^^)
บัคคาเนียร์ขึ้นไปหาโอลิเวียร์บนดาดฟ้า โอลิเวียร์พูดกับมือขวาคนสนิทว่า เธอกลับมาช้านะ ชั้นคิดว่าเธอตายไปแล้ว.... แล้วโอลิเวียร์ก็ถามถึงหน่วยสำรวจที่พวกบัคคาเนียร์ไปค้นหา บัคคาเนียร์ตอบว่ามีผู้รอดชีวิตสองคน
แล้วบัคคาเนียร์ก็ถามโอลิเวียร์ว่ามาทำอะไรบนดาดฟ้า นายพลสาวตอบว่า
นั่งมองเทือกเขา...ฤดูหนาวที่นี่ดูยิ่งใหญ่นะ มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาวกับดำตัดกัน...ฉันชอบจริง ๆ
บัคคาเนียร์ไม่เห็นด้วย พร้อมชี้ให้โอลิเวียร์ดูท้องฟ้าแล้วพูดว่า
....มีสีฟ้าอยู่บนนั้นไง....จิตใจของคนก็เหมือนกัน ไม่ได้เป็นทั้งสีดำและสีขาว....ขอบคุณมากที่รอพวกเรากลับมา....
ทันใดนั้นทั้งสองก็เห็นว่ามีใครบางคนข้ามาในฐานทัพจึงเดินลงไปดู ผู้มาเยือนบอกว่ามาจากเซ็นทรัลเพื่อพบนายพลอาร์มสตรอง...

ย้อนกลับมายังพวกเอ็ดตอนที่ทุกคนยังรวมตัวกันในตึก ไมล์สบอกว่าต้องปิดเรื่องทั้งหมดเป็นความลับ อย่างแรก เราให้พวกนั้นรู้ไม่ได้เลยว่ามาร์โกอยู่ที่นี่ เราจะให้สการ์ถูกจับที่นี่ไม่ได้เพราะต้องให้สการ์ช่วยถอดรหัสบันทึกงานวิจัย แล้วเรายังต้องกันคุณรอคเบลออกจากการจับตามองของเซ็นทรัล และจะต้องปกปิดเรื่องที่พี่น้องเอลริคที่อยู่กับเราที่นี่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แถมฉันยังได้รับคำสั่งให้พาเด็กคนนี้ (เหม่ย) กลับศูนย์บัญชาการด้วย....ดังนั้นฉันว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือพาทุกคนไปซ่อนตัวที่ฐานทัพบริกส์...
เอ็ดได้ยินก็โวยวายขึ้นมาทันทีเพราะตั้งใจจะจับตัวสการ์ไว้เองเพื่อให้สการ์ช่วยแปลบันทึกงานวิจัย แต่ไมล์สยังยืนยันที่จะพาตัวสการ์กลับไปยังฐานทัพ เพราะเหตุการณ์ในตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริกส์เท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศซึ่งพวกไมล์สไม่สามารถเพิกเฉยกับเรื่องนี้ได้ แล้วไมล์สก็หันปลายกระบอกปืนไปยังสการ์พร้อมบอกว่าหากสการ์ร่วมมือกับตน ทางบริกส์จะเลื่อนการตัดสินโทษของสการ์ออกไป สการ์ตกลงโดยให้คำมั่นว่า ฉันสาบาน...สาบานต่อพี่น้องที่มีตาสีแดงด้วยเลือดอิชวาลที่ไหลเวียนอยู่ในตัวฉัน...

ไมล์สขอโทษวินรี่ที่ให้ต้องเลื่อนการตัดสินโทษสการ์ออกไป วินรี่ตอบว่าไม่เป็นไร แล้วไมล์สก็สั่งให้ลูกน้องจัดการ เก็บ คิเมร่าทั้งสองตนเสีย อัลกับวินรี่คัดค้านเพราะเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องฆ่า แต่คิเมร่าทั้งสองกลับบอกให้ปลิดชีวิตพวกตนเสีย เราไม่ต้องการความสงสาร หุ่นกระป๋องอย่างแกจะไปรู้อะไร...พวกเราไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปกติได้ด้วยร่างกายแบบนี้ ฉันพร้อมจะตายอยู่แล้ว...ฆ่าฉันซะเถอะ...
อัลได้ฟังก็รู้สึกสะท้อนใจจึงถามว่า แล้วพวกคุณไม่มีครอบครัวหรือคนสำคัญหรือไง.... คิเมร่าตอบว่ามี แต่ตั้งแต่ต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาดเช่นนี้พวกตนก็ไม่กล้าที่จะพบหน้าครอบครัวอีก แม้จะอยากพบหน้าแต่ก็ทำไม่ได้ แล้วอัลก็ถามว่าต้องการกลับคืนร่างเดิมไหม แหงล่ะ ชั้นอยากคืนร่างเดิม!!!
อัลเตือนสติคิเมร่าโดยพูดว่า พวกคุณก็แค่ยอมแพ้แล้วอ้างว่า ไม่มีทางเลือก อย่าคิดจะตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่ลองหาทางเอาทุกอย่างกลับคืนมา แล้วอัลก็เปิดให้คิเมร่าดูร่างกายว่างเปล่าของตัวเองแล้วบอกว่าตนเข้าใจพวกสัตว์ประหลาด เพราะร่างกายผมเป็นแบบนี้น่ะสิ....ผมจะไม่ท้อถอยและเชื่อว่ามันเป็นไปได้..ในที่สุดพวกเราก็จะพบหนทาง...ผมไม่แคร์ว่าต้องใช้เวลากี่ปี ยังไงผมก็จะเดินหน้าต่อไป....เพราะฉะนั้นผมจะไม่ยอมให้คนที่มีร่างกายอย่างคุณท้อแท้เด็ดขาด!!

ทันใดนั้นลูกน้องของไมล์สก็เข้ามาเตือนว่าพวกคิมลี่ย์ใกล้จะมาถึงแล้ว ไมล์สเริ่มลนลานเพราะไม่มีทางที่จะหลบออกไปโดยไม่ถูกจับได้ คนที่ช่วยแก้ปัญหานี้คือโยกิ โยกิเสนอให้ทุกคนใช้ทางใต้ดินหนีไป
ที่นี่เป็นเมืองที่ทำเหมืองแร่ใช่รึเปล่า งั้นทำไมไม่หนีไปทางใต้ดินล่ะ??...เหมืองใหญ่ขนาดนี้จะต้องมีอุโมงค์ที่ทะลุผ่านภูเขาหนึ่งลูกเป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว....
ทุกคนรู้สึกทึ่งที่โยกิคิดได้ (ยังไงก็เคยปกครองเมืองรุสเวลนี่นะ) เมื่อดูแผนที่เหมืองก็พบอุโมงค์ที่จะพาพวกมาร์โกไปยังฐานทัพได้ ไมล์สจึงให้พวกมาร์โกใช้เส้นทางนี้ ส่วนตัวเองจะถ่วงเวลาคิมลี่ย์สักสองสามวัน ไมล์สมอบจดหมายให้มาร์โกบอกว่าเมื่อถึงฐานทัพแล้วให้ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดูเพื่อให้ได้รับการคุ้มกันจากกองทัพบริกส์ แล้วมาร์โกก็ถามว่าจะทำอย่างไรกับเอ็ด อัล และวินรี่ ไมล์และเอ็ดเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้คิมลี่ย์สงสัยพวกตนมากไปกว่านี้....

วินรี่เสนอว่า คือว่า..ฉันมีแผนนะ....ฉันจะแกล้งเป็นตัวประกันของสการ์ต่อหน้าคิมลี่ย์....สการ์จะหนีไปโดยมีฉันเป็นตัวประกัน แล้วพวกเธอก็พยายามหยุดเขาให้ได้....
เอ็ดและอัลไม่เห็นด้วยที่วินรี่เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยง แต่วินรี่ยังยืนกรานว่าแผนนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษาชีวิตของสองพี่น้องเอาไว้และทำให้ทุกคนออกไปจากที่นี่ได้ สองพี่น้องยังคงไม่ยอมจึงเถียงกับวินรี่จนทหารเข้ามาเตือนว่าพวกคิมลี่ย์มาถึงหน้าตึกแล้วให้รีบตัดสินใจ เอ็ดเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของวินรี่ก็ตัดใจอย่างยากลำบากยอมทำตามแผนของเด็กสาว
....เพื่อให้ภารกิจลุล่วง บางครั้งก็ต้องทิ้งเรื่องความรู้สึกส่วนตัว...ใช่มั๊ยครับคุณฟู...บะ..บ้าชิบ!!! เอ็ดพูดพลางกำมือแน่นจนตัวสั่นด้วยความโมโห แล้วหันไปบอกสการ์ว่าห้ามแตะต้องวินรี่แม้แต่ปลายนิ้ว

สการ์ให้สัญญาว่าจะปกป้องวินรี่เป็นอย่างดี แล้วเอ็ดก็ปล่อยตัวสการ์ คิเมร่าทั้งสองตนขอร่วมทางไปด้วย เรารู้ว่าพวกนายไม่ไว้ใจเรา งั้นจะมัดเราไว้ก็ได้ แต่ช่วยพาเราไปด้วยเถอะ คิมลี่ย์ไม่เคยปราณีคนที่ทำงานพลาด ยังไงพวกเราก็ตายอยู่ดี แต่ถ้ามีทางกลับร่างเดิมพวกเราก็ไม่อยากยอมแพ้แบบนี้ เอางี้นักแปรธาตุ เราจะบอกทุกอย่างที่เรารู้ให้พวกนายฟัง...
เมื่อมาร์โกบอกว่าหากคิเมร่าเข้ามาขัดขวางพวกตน ประเทศนี้ก็จะล่มสลาย ทุกคนรวมทั้งคนที่เหล่าคิเมร่ารักก็จะพบจุดจบ คิเมร่าก็ยิ่งอยากจะร่วมมือกับพวกมาร์โก เล่าเรื่องทุกอย่างมาสิ...ถ้ามีอะไรที่เราทำได้เราจะช่วย... ในที่สุดไมล์สก็ยอมให้คิเมร่าร่วมทางไปกับพวกมาร์โกโดยให้คืนร่างเป็นมนุษย์และมัดมือเอาไว้ แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันทำตามแผน
ก่อนที่วินรี่จะออกไปกับสการ์ ทหารคนหนึ่งเตือนให้ถอดต่างหูออก เพราะอากาศที่หนาวสุดขั้วภายนอกจะทำให้เนื้อของวินรี่ถูกต่างหูที่เป็นโลหะกัด วินรี่ถอดต่างหูทั้งหกข้างแล้วฝากให้เอ็ดดูแล เก็บรักษาไว้ให้ดีนะ ฉันจะรอนายกลับมาที่ฐานทัพ... (เอ็ดเป็นคนซื้อต่างหูให้วินรี่นี่เนอะ แอบหวานอีกแระคู่นี้ หุหุ)

เมื่อคิมลี่ย์เผชิญหน้ากับสการ์ที่มีร่างไร้สติของวินรี่เป็นตัวประกัน คิมลี่ย์ก็โกรธมากกับความผิดพลาดใหญ่หลวงถึงสองอย่าง คือ การปล่อยให้สการ์หนีไปได้ และยังไม่สามารถคุ้มกันวินรี่ (ที่เป็นตัวประกันของทางเซ็นทรัล) ได้สำเร็จ คิมลี่ย์ก็ขาดสติจนถึงกับจะทำร้ายเอ็ดที่เข้ามาคว้าคอเสื้อและต่อว่าเรื่องคิมลี่ย์ด้วยความโมโห
อย่าเข้ามาขวาง...
ทะ..ทำบ้าอะไรของแก นักเล่นแร่แปรธาตุดอกบัวแดง...(sic แปลชื่อคิมลี่ย์แบบนี้ง่ะ ^^)

ขณะที่เอ็ดปะทะกับคิมลี่ย์อยู่ สการ์ก็ฉวยโอกาสหนีไปได้ คิมลี่ย์สั่งให้ลูกน้องตามสการ์กลับมา แต่พายุหิมะก็โหมกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องถอนกำลังกลับ สการ์และวินรี่จึงหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย
สการ์กับวินรี่ตามเข้าไปสมทบกับพวกมาร์โกในอุโมงค์ ทั้งหมดเดินทางไปยังจุดหมายที่ปลายอุโมงค์ ระหว่างทางวินรี่ก็เปรยขึ้นมาว่า
สถานที่แบบนี้ทำให้ฉันสงสัยว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน....ฉันออกจากรัชวัลเล่ย์มาโดยยังไม่ได้บอกลาอาจารย์และพวกลูกค้าเลย...ฉันกลัว...
เหม่ยได้ยินก็ซึมไปเหมือนกัน เพราะเหม่ยเองก็จากบ้านเกิดเมืองนอนมาโดยไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่เช่นเดียวกัน

ระหว่างที่โยกิและคิเมร่ากำลังจัดการเรื่องเส้นทาง มาร์โกก็ถามเหม่ยว่าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับหินนักปราชญ์เพิ่มเติมหรือเปล่า เหม่ยบอกว่าเมื่อรู้ว่าต้องใช้มนุษย์เป็นเครื่องสังเวยเด็กสาวก็ไม่ต้องการสร้างหินนักปราชญ์อีกแล้ว แม้ว่าตนไม่ได้หินนักปราชญ์กลับไปแต่หากจักรพรรดิ์แห่งชินรู้วิธีสร้างหิน พระองค์จะต้องพยายามสร้างขึ้นอย่างแน่นอน เหม่ยพูดด้วยสีหน้าซึมเศร้า
ขณะที่เหม่ย มาร์โก และวินรี่กำลังหดหู่ โยกิก็เข้ามาบอกด้วยความยินดีว่าพบทางที่จะทะลุไปถึงศูนย์บัญชาการแล้ว และอาจไปถึงที่หมายเร็วกว่าที่คาด มาร์โกจึงหันมาปลอบเหม่ย รีบเดินทางไปที่ปลอดภัยกันเถอะ...ไปถอดรหัสบันทึกงานวิจัย...บางทีสิ่งที่เธอกำลังหาอยู่อาจอยู่ในนั้นก็ได้... เหม่ยยิ้มแล้วเช็ดน้ำตา แล้วทุกคนก็ออกเดินทาง ทั้งหมดเดินไปพลางให้กำลังใจซึ่งกันและกัน...ทั้งมนุษย์และคิเมร่า...

พวกเอ็ดและพวกของคิมลี่ย์หลบพายุหิมะอยู่ที่ศูนย์บัญชาการย่อย ทันใดนั้นก็มีโทรศัพท์ด่วนจากบริกส์ถึงไมล์ส พอไมล์สวางสายก็เข้าไปหาพี่น้องเอลริคด้วยความกังวล
แย่แล้วล่ะ...นายพลอาร์มสตรองได้รับหมายเรียกจากเซ็นทรัล ตอนนี้ทหารกองใหญ่จากเซ็นทรัลมาถึงศูนย์บัญชาการใหญ่ของบริกส์....แสดงว่าคิมลี่ย์ต้องรายงานเรื่องที่นี่ให้ ผบ.สูงสุดรู้หมดแล้ว....และการที่นายพลอาร์มสตรองต้องย้ายออกก็หมายความว่าทางเบื้องบนส่งคนของ ผบ. สูงสุดเข้ามาแทนตำแหน่งของนายพล...
เอ็ด อัล และไมล์สรู้สึกกังวลขึ้นมาทันที เพราะตอนนี้พวกมาร์โกกำลังเดินทางไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่ เท่ากับเป็นการส่งเนื้อเข้าปากเสือ อีกทั้งตอนนี้ยังไม่มีทางติดต่อกับพวกมาร์โกได้ เอ็ดเสนอให้ล่วงหน้าไปดักพวกมาร์โกเอาไว้ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะหากเดินทางท่ามกลางพายุหิมะจะต้องแข็งตายอย่างแน่นอน อัลจึงเสนอตัวทำหน้าที่นี้เอง....
แม้อัลจะไม่รู้สึกเหนื่อยหรือหนาว แต่การเดินทางก็เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะพายุหิมะแรงมากจนมองทางข้างหน้าไม่เห็น อัลต้องพยายามรักษาแผนที่และเข็มทิศเอาไว้และค่อย ๆ เดินทางอย่างระวังเพื่อไม่ให้หลง แต่พายุหิมะก็โหมกระหน่ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ
ตอนนี้มองอะไรไม่เห็นแล้ว...ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด!!!

เมื่อสิ่งที่อยู่ในสายตาของอัลมีแต่ความว่างเปล่าสีขาว ประตูก็ปรากฎขึ้นในจิตใต้สำนึก ที่หน้าประตูมีร่างผอมเหลือแต่กระดูกของตัวเองยืนอยู่ ร่างนั้นยิ้มน้อย ๆ แล้วยื่นมือมายังอัล อัลยื่นแขนออกไปยังร่างที่โหยหามาแสนนาน....
ทันใดนั้นหิมะห่าใหญ่ก็ปลิวมากระทบหน้าอัลทำให้อัลได้สติ ...นั่นคืออะไร....ร่างกายของเรา....ปะ...เป็นไปได้ไง...
วิญญาณของเราสถิตย์อยู่ในร่างที่ไม่ใช่ของตัวเอง...ร่างนี้เริ่มปฏิเสธการดำรงอยู่ของวิญญาณ...หรือว่า...ร่างที่แท้จริงของเรากำลังเรียกวิญญาณกลับไป!!?
อัลเตือนตัวเองให้รีบเดินทางเพื่อไปดักพวกวินรี่ให้ทัน ในใจเป็นกังวลกับสิ่งต่าง ๆ ที่ประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน....

ท่านพ่อประมุขของเหล่าโฮมุนคูลัสกำลังนั่งดูแผ่นกระดาษที่มีรูปวงแหวนเวทย์ห้าเหลี่ยม ในมือถือตัวหมากซึ่งเป็นตัวแทนของเสามนุษย์แต่ละคน ประมุขผู้ชั่วร้ายบรรจงวางตัวหมากแต่ละตัวลงไปที่มุมของห้าเหลี่ยมทีละมุม ๆ...

เอ็ดเวิร์ด เอลริค....ท่านพ่อวางหมากรูปปิศาจสองเขาลงไปที่มุมแรกของวงแหวนห้าเหลี่ยม
อัลฟอนส์ เอลริค...ตัวหมากรูปปีศาจเขาเดียวถูกวางในตำแหน่งถัดมา
แวน โฮเอมไฮม์....มุมที่สามของห้าเหลี่ยมเป็นตำแหน่งของตัวหมากรูปผีหัวกลม
อิสึมิ เคอร์ติส....หมากตัวที่สี่ถูกวางและผลักให้ล้มลง....
....ตอนนี้เหลืออีกแค่...คนเดียว...
ท่านพ่อมองวงแหวนเวทย์และตัวหมากทั้งหมดด้วยสายตาเย็นเยียบ.....

จบแล้วจ้า ^^
อยากอ่านตอนต่อไปเร็ว ๆ >w<
ปล. มีเขียนไว้ด้านล่างของหน้าแรก ๆ ว่า เล่ม 17 จะออกวันที่ 11 สิงหา พร้อมกับหนังสือ 獣心演武 (แปลได้ประมาณว่า "กิจกรรมอันโหดร้ายของกองทัพ") เล่ม 1 หนังสืออะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากได้ทั้งสองเล่มเลย
sic จ๋า.......
เอนทรีนี้แอบยาวมากมาย พอแค่นี้ดีกว่าเนอะ
บับบายจ้า ^[]^
My Spoilers
My Projects
แต่อีกใจก็อยากรู้ตอนจบเร็วๆนะว่าจะเหมือนในอนิเมรึเปล่า
อย่าลืมสปอยมาอีกนะคะท่านพี่
#1 By Chiiyo Sonata บทเทศน์ชีวิตของแม่ชีลัทธิโอตาคุ on 2007-07-17 00:44