HAPPY SONGKRAN DAY NA JA

เคยบอกไว้ว่าจะหาอะไรที่ดูมีสาระกว่า "การบ่น" มาอัพ ความจริงหาได้แล้วล่ะ แต่ขี้เกียจแปล (ภาษาอังกฤษพรืดเป็นหน้า ๆ เลย ^^') ก็เลยคิดว่าลงสปอยตอนล่าสุดไปก่อนละกัน เพราะยังไงก็ต้องแปลลงบอร์ดอยู่แล้ว เอามาลงบลอคด้วยซะเลย ประมาณว่าแปลครั้งเดียวใช้ได้หลายโอกาส ประหยัดทรัพยากรเซลล์สมอง เอิ๊ก ๆ

เริ่มเลยนะ ^^

FMA ตอนนี้ชื่อว่า The original homunculus คงไม่ต้องบอกว่าหมายถึงใคร แล้วก็จะขอบอกว่าตอนนี้ตัวละครโผล่เยอะมาก แล้วก็มี ed+win scene ด้วย ถือเป็นตอนที่สนุก + น่าสนใจจริง ๆจ้า ^^

The original homunculus

ย้อนกลับไปตอนที่คิมลี่ย์มารับวินรี่ที่สถานีรถไฟ คิมลี่ย์รับวินรี่ขึ้นรถพร้อมทักทายอย่างสุภาพ คิมลี่ย์บอกเด็กสาวว่าตนเป็นคนเข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุตอนที่พ่อแม่วินรี่ถูกสังหาร พวกเราไหวตัวช้าเกินไป พอไปถึงที่เกิดเหตุ ชาวอิชวาลก็ได้..... คิมลี่ย์กล่าวชื่นชมพ่อแม่วินรี่ว่าเป็นหมอที่ยึดมั่นในหน้าที่และอุดมการณ์จวบจนวาระสุดท้าย และตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับวินรี่ คิมลี่ย์ยิ้มให้วินรี่อย่างเป็นมิตรทำให้เด็กสาวไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของคนอันตรายอย่างพวกคิมลี่ย์...

เมื่อวินรี่ได้พบพี่น้องเอลริคก็เริ่มจัดการกับออโต้เมลของเอ็ดทันที วินรี่ตำหนิเอ็ดและอัลที่เดินทางขึ้นเหนือโดยไม่บอกกล่าว และถามเอ็ดว่าทำไมถึงกลายเป็นนักโทษได้ เอ็ดไม่รู้จะตอบอย่างไรจึงได้แต่อึกอัก คิมลี่ย์จึงบอกวินรี่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เอ็ดจะได้รับการปล่อยตัวในไม่ช้า วินรี่กล่าวขอบคุณคิมลี่ย์พร้อมทั้งฝากให้คิมลี่ย์ดูแลเอ็ดและอัลด้วย เอ็ดรู้ว่าวินรี่ถูกคิมลี่ย์หลอกจึงดึงปอยผมที่ปรกมาข้างหน้าของวินรี่เบาๆ แล้วกระซิบว่า อย่าไปผูกมิตรกับคิมลี่ย์ให้มากนัก วินรี่ข้องใจจึงถามเอ็ดว่า หืม...ทำไมล่ะ เขาเป็นคนดีแถมยังเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ แล้วยังเล่าเรื่องพ่อกับแม่ให้ฉันฟังด้วย... เอ็ดจึงบอกวินรี่ว่าคิมลี่ย์ไม่ได้เป็นอย่างที่วินรี่คิด สิ่งที่หมอนั่นทำที่อิชวาลน่ะ.....

เอ็ดยังพูดไม่ทันจบก็นึกขึ้นได้ว่าริซ่าเล่าให้ฟังเฉพาะสิ่งที่ริซ่าเห็นที่อิชวาลเท่านั้น (คิมลี่ย์อาจมีส่วนดีที่ริซ่าไม่เห็นก็ได้ เอ็ดพยายามมองโลกในแง่ดีสุดฤทธิ์ ไม่ค่อยเข้ากับนิสัยเลย 555) พอนึกถึงริซ่าคำพูดแทงใจดำของริซ่าก็ดังก้องอยู่ในหัวเอ็ด เธอชอบวินรี่จังใช่มั๊ย...ใช่มั๊ย...ใช่มั๊ย...... เมื่อคำพูดแทงใจดำผุดขึ้นมาในหัว เอ็ดก็กระโดดลงจากเตียงไปกลิ้งอยู่บนพื้นพร้อมทั้งบอกตัวเองว่า เย็นไว้....ชั้นบอกนายให้ใจเย็นๆ เอ็ดเวิร์ด เอลริค....ต้องคิดถึงเรื่องอื่น เรื่องอะไรก็ได้... แล้วเอ็ดก็เริ่มท่องตารางธาตุ (ตามคาบซะด้วย เริ่มจาก ไฮโดรเจน ฮีเลียม ลิเทียม เบอริลเลี่ยม โบรอน.....เลย เหอเหอ) อย่างเอาเป็นเอาตาย วินรี่อึ้งกับพฤติกรรมของเพื่อนในวัยเด็กจึงถามขึ้นมาว่า สมองนายเพี้ยนไปแล้วเหรอ... แต่เอ็ดก็ยังไม่หยุดท่อง วินรี่จึงถอนใจและบ่นออกมาเบาๆว่า ฉันมาตกหลุมรักตาบ้าแบบนี้ได้ไงกันนะ.... เอ็ดได้ยินก็มีสติขึ้นมาทันทีแล้วถามวินรี่ว่าเมื่อกี๊วินรี่พูดอะไร วินรี่ตอบว่าไม่มี ทันใดนั้นวินรี่ก็เชื่อมออโต้เมลเข้ากับเส้นประสาทของเอ็ดทันที เอ็ดจึงตำหนิวินรี่ที่ไม่ยอมเตือนล่วงหน้าว่าจะเชื่อมต่อเส้นประสาท แต่วินรี่ไม่สนใจและจัดการกับออโต้เมลที่ขาต่อทันที

เมื่อซ่อมและดัดแปลงออโต้เมลเรียบร้อยบัคคาเนียร์ก็เข้ามาในห้อง บัคคาเนียร์ถามเอ็ดด้วยความแปลกใจว่าทำไมเอ็ดจึงถูกปล่อยตัว เอ็ดตอบว่าคงเป็นอิทธิพลอีกอย่างของนักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ เมื่อบัคคาเนียร์เห็นออโต้เมลของเอ็ดก็พูดกับเด็กหนุ่มว่า อืม..ดูเหมือนว่าตอนนี้นายจะพร้อมออกศึกในอากาศหนาวแล้วนะ เอ็ดทำเป็นไม่สนใจคำพูดของบัคคาเนียร์แล้วถามทหารร่างยักษ์ว่า คุณเปลี่ยนอะไหล่ออโต้เมลเองเหรอ บัคคาเนียร์ได้ทีก็เริ่มสาธยายเรื่องออโต้เมลของตัวเองทันดี วินรี่เห็นออโต้เมลของบัคคาเนียร์ก็ตาลุกวาว เด็กสาวชื่นชมแขนกลติดกรงเล็บของบัคคาเนียร์อย่างออกหน้าออกตา ว้าว...ยอดไปเลย ออโต้เมลนั่นเข้ากับกรงเล็บเปี้ยบ...ปลายกรงเล็บนั่นหุ้มด้วยเพชรใช่มั๊ยคะ....เอ็ดขอฉันติดให้นายบ้างได้หรือเปล่า... เอ็ดตอบปฎิเสธอย่างปลง ๆ


-
บัคคาเนียร์เพิ่งสังเกตเห็นวินรี่จึงถามว่าสาวสวยคนนี้คือช่างออโต้เมลของเอ็ดเหรอ บัคคาเนียร์นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วใช้กรงเล็บตะปบหน้าเอ็ดด้วยความหมั่นไส้ทันที เอ็ดหงุดหงิดที่อยู่ๆ ก็ถูกเล่นงาน ผิดกับวินรี่ที่รู้สึกตื่นเต้นกับวิศวกรรมอันน่าทึ่งของบริกส์ นายช่างเห็นวินรี่สนใจเครื่องจักรก็ชวนวินรี่เข้าไปดูงานในห้องทำงานของตน วินรี่ดีใจอย่างออกหน้าออกตาจนเอ็ดต้องปรามว่า อย่ากระดี๊กระด๊าเกินไป เพราะที่นี่มีคนอันตรายอยู่มาก เอ็ดพูดพลางเหลือบไปทางคิมลี่ย์ วินรี่รับคำแล้วตามนายช่างไปศึกษาออโต้เมลอย่างตั้งใจ คิมลี่ย์เห็นความกระตือรือร้นของเด็กสาวจึงบอกเอ็ดว่า วินรี่รักในงานที่ทำเหมือนกับพ่อแม่ของเธอ ....ฉันล่ะชอบเด็กสาวแบบนี้จริง ๆ แล้วคิมลี่ย์ก็พูดว่ารู้สึกโล่งใจที่วินรี่จัดการเรื่องออโต้เมลของเอ็ดจนเรียบร้อย เอ็ดข้องใจกับสิ่งที่ได้ยิน แล้วคิมลี่ย์ก็บอกเอ็ดว่า มาพูดเรื่องงานของเธอกันดีกว่า นักแปรธาตุเหล็กไหล

ทางด้านอัลที่ยังถูกขังอยู่ก็ข้องใจที่ทหารปล่อยตัวเอ็ดคนเดียว จึงถามเรื่องนี้กับผู้คุม ผู้คุมตอบว่าคิมลี่ย์สั่งว่าให้ปล่อยเฉพาะนักแปรธาตุเหล็กไหลเท่านั้น อัลหงุดหงิดกับสถานการณ์นี้มาก ...บ้าชะมัด...พวกนั้นพยายามแยกเราสองคน...ผบ.สูงสุดส่งวินรี่มาที่นี่ไม่ใช่แค่เพื่อควบคุมพวกเรา...แต่ยังทำให้มั่นใจได้ว่าวินรี่กลายเป็นลูกไก่ในกำมือของท่านผบ.แล้ว...หมายความว่าผบ.ต้องการควบคุมพวกเรา ฉะนั้นจะทำอะไรหุนหันไม่ได้ ต้องรอกาสเหมาะๆค่อยลงมือ....

โอลิเวียร์ บัคคาเนียร์ เฮนเชล และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งกำลังค้นหาหน่วยสืบสวนที่หายตัวไปแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ บัคคาเนียร์เสนอว่าทางออกมีทางเดียวเท่านั้นคือพวกตนจะลงไปหาในอุโมงค์ด้วยตัวเอง ก่อนลงไปในอุโมงค์บัคคาเนียร์บอกโอลิเวียร์ว่าหากพวกตนไม่กลับมาภายใน 24 ชั่วโมง ให้โอลิเวียร์คิดว่าพวกตนตายแล้วและจัดการปิดอุโมงค์ทันที โอลิเวียร์ตอบตกลง เมื่อพวกบัคคาเนียร์ไปแล้ว โอลิเวียร์ก็สั่งกับทหารที่เหลือว่าเรื่องที่เกิดกับเรเวนเป็นการกระทำและการตัดสินใจของโอลิเวียร์เพียงคนเดียว ให้ทุกคนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ..ถ้าความแตก (เรื่องที่ฆ่าเรเวน) ฉันจะรับผิดชอบคนเดียว...และฉันอยากให้ทุกคนลืมฉันเสีย... ทหารทุกคนรับคำอย่างหนักแน่น

เมื่อคนขายดอกไม้ (สายของโอลิเวียร์) เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริกส์ให้รอยฟัง รอยก็รู้ทันทีว่าตอนนี้แม้แต่ทางภาคเหนือสถานการณ์ก็เริ่มคับขันขึ้นเรื่อย ๆ คนของโอลิเวียร์จึงบอกให้พวกรอยเริ่มทำตามแผน ...ฝ่ายคุณต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างแล้ว...นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันต้องติดต่อคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้.... รอยถามคนขายดอกไม้ว่ากองกำลังของเทือกเขาบริกส์แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว ยังต้องการความช่วยเหลือจากกองทัพภาคตะวันออก (ทหารของรอย) อีกหรือ คนขายดอกไม้ตอบว่ากองทัพบริกส์เชี่ยวชาญกลยุทธ์เชิงรับ ...ว่ากันว่าฝ่ายที่ชิงบุกก่อนจะได้รับชัยชนะในสงคราม แต่คำพูดนี้จะจริงก็ต่อเมื่อมีทัพหน้าที่รุกได้ไม่หยุด และมีปราการที่แข็งแกร่งจนศัตรูไม่สามารถฝ่าเข้าไปได้เท่านั้น....การผสานกันของกองกำลังของบริกส์ที่ถนัดในเชิงรับ และกองกำลังที่เป็นเลิศด้านการบุกอย่างกองทัพภาคตะวันออก จะทำให้เกิดกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุด....ท่านโอลิเวียร์เชื่ออย่างนั้น...



- รอยเห็นด้วยกับความคิดของโอลิเวียร์และพูดอย่างยืด ๆ ว่า กองทัพบริกส์แข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ได้เพราะความสามารถของโอลิเวียร์ การที่โอลิเวียร์เลือกตนเป็นคู่หูจึงเป็นเรื่องที่วิเศษมาก แต่สายของอาร์มสตรองกลับขัดขึ้นมาว่า โอลิเวียร์ต้องการแค่กองทัพของรอยเท่านั้น ท่านคงจะยินดีมากกว่าหากไม่มีคุณ หญิงขายดอกไม้พูดพร้อมกับยิ้มหน้าตายทำให้รอยรู้สึกฉุนนิดๆ (อาการหลงตัวเองหายไปทันทีเลย ^^)

แล้วรอยก็ถามว่าโอลิเวียร์จะทำอย่างไรหากรอยหักหลังและขายโอลิเวียร์ให้กับผบ.สูงสุด คนขายดอกไม้ตอบว่า โอลิเวียร์พูดว่า นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้น มัสแตงไม่ใช่คนแบบนั้น เมื่อจบการสนทนาคนขายดอกไม้ก็ทวงค่าดอกไม้กับรอย ก่อนจะแยกย้ายกันไปรอยก็ถามขึ้นมาว่า ที่จริงแล้วคนขายดอกไม้เป็นใครกันแน่ หญิงวัยกลางคนตอบว่า ฉันก็แค่หญิงแก่ ๆ ที่เปิดร้านขายดอกไม้และรับใช้ตระกูลอาร์มสตรองมาสองชั่วอายุคนแล้ว... คนขายดอกไม้พูดพร้อมกับดึงผ้าโพกหัวออกเผยให้เห็นปอยผมชี้ ๆ ม้วน ๆ 1 ปอย (แถมยังมีดาวปิ๊ง ๆ อีกต่างหาก ) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของคนตระกูลอาร์มสตรอง เมื่ออยู่ตามลำพังรอยก็รำพันถึงฮิวจ์สว่า ฮิวจ์ส..ฉันคิดว่าสุดท้ายคนที่จะเข้าใจและสนับสนุนนายจริง ๆ คงมีแต่คนที่เกี่ยวข้องกับลูกน้องของนาย (อาร์มสตรองหนวด) เท่านั้น... แล้วรอยก็ยืนกลุ้มใจอยู่ที่รถเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับดอกไม้ที่เหมามาทั้งร้านจนล้นออกมานอกรถ ทำให้ถูกสาว ๆ แถวนั้นซุบซิบนินทาเสียยกใหญ่

พวกบัคคาเนียร์เดินสำรวจภายในอุโมงค์เพื่อหาทีมสำรวจที่หายสาปสูญ เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ก็ได้พบกับร่องรอยแห่งความสยดสยองที่เกิดขึ้น ทั้งม้าที่ตายแล้วและเริ่มส่งกลิ่นเหม็น เศษชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ตามพื้น แล้วพวกบัคคาเนียร์ก็ได้พบทหารที่รอดชีวิตสองคน ทั้งสองนั่งอยู่ในความมืดสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เฮนเชลดีใจมากที่ยังมีผู้รอดชีวิต ในขณะที่นายทหารสองคนนั้นรู้สึกโล่งใจที่เฮนเชลมาช่วย เฮนเชลยื่นกระติกน้ำให้ทหารพร้อมกับถามถึงคนอื่น ๆ ทหารทั้งสองเล่าด้วยเสียงที่สั่นเพราะความกลัวว่า ตอนลงมาสำรวจทุกคนปลอดภัยดี แต่ตอนนี้เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ตายหมดแล้ว... ทุกคนถูกฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ บัคคาเนียร์พูดว่าต้องพาทุกคนกลับไป แต่ทหารที่รอดชีวิตกลับขอร้องให้ออกจากอุโมงค์โดยเร็ว ....มันกำลังจะกลับมา.....ไม่มีแสงสว่าง....ความมืดมิดนั่นกำลังจะกลับมา....วิ่งหนีไป....ความมืดนั่นกำลังจะมา.... แล้วทหารก็เริ่มคุ้มคลั่งด้วยความกลัว

เฮนเชลไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ทหารผู้รอดชีวิตพูด แต่ก็บอกให้ทหารสงบใจไว้และพากันออกจากที่นั่นทันที ขณะที่ทหารกำลังขอร้องบัคคาเนียร์และเฮนเชลอยู่นั้น ความมืดที่กลืนกินเหล่าทีมสำรวจก็คืบคลานเข้ามาจริง ๆ สายตาที่ชั่วร้ายราวกับอสูรกายจับจ้องไปที่พวกบัคคาเนียร์ ขอบของเงายื่นเข้าไปหาที่ที่ยังมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นมือเอื้อมไปยังเหล่าทหาร

แต่แล้วอยู่ ๆ แววตาที่อยู่ในเงาก็กลอกไปมาราวกับกำลังใช้ความคิด รูปร่างที่เป็นมือสลายไปแล้วเงาก็ค่อย ๆ ถอยห่างจากกลุ่มของบัคคาเนียร์ราวกับสัตว์ร้ายที่เปลี่ยนใจไม่จัดการกับเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า พวกบัคคาเนียร์จึงพากันเดินกลับออกจากอุโมงค์อย่างปลอดภัย

[ทางด้านริซ่าที่ตอนนี้ทำงานกับคิงก์ แบรดเล่ย์] ริซ่ามาหาผบ.ที่บ้านกลางดึกเพื่อเอาเอกสารที่ผบ.กำชับว่าต้องการด่วนมาให้ ภรรยาของผบ.ออกมาด้วยความสงสัยว่าใครมาหากลางดึก ริซ่าจึงบอกธุระของตนให้ภรรยาของผบ.ทราบ ภรรยาของผบ.รู้สึกเกรงใจที่ริซ่าต้องทำงานจนดึกดื่น และบอกริซ่าว่าตอนนี้แบรดเล่ย์ไม่อยู่บ้าน ให้ฝากเอกสารไว้กับเธอแทน ริซ่าจึงยื่นเอกสารให้ภรรยาผบ. ทันใดนั้นเองริซ่าก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบจึงหันหลังไปดูอย่างตกใจ และได้พบกับ เซริม แบรดเล่ย์ ลูกชายของผบ. ซึ่งตื่นขึ้นมากลางดึก เซริมบอกว่าตื่นขึ้นมาเพราะคิดว่าคนที่มาเป็นคิงก์แบรดเล่ย์ผู้เป็นพ่อ เซริมทักทายริซ่า ริซ่าทักทายตอบ แล้วพ่อบ้านก็พาเซริมไปนอน

ริซ่าเห็นว่าเซริมเป็นเด็กน่ารัก ท่าทางเฉลียวฉลาด จึงกล่าวชมเซริมให้ผู้เป็นแม่ฟัง ภรรยาผบ.ได้ฟังก็บอกว่าเซริมเป็นความภาคภูมิใจและความสุขของเธอ แล้วภรรยาผบ.ก็เริ่มโม้เรื่องเซริมให้ริซ่าฟัง ริซ่าพูดว่าเซริมคงจะได้บุคลิกที่เป็นมิตรมาจากญาติของภรรยาผบ. (ริซ่ารู้จากรอยว่าผบ.ไม่มีญาติพี่น้อง จึงคิดว่าเซริมเป็นญาติฝ่ายภรรยาผบ.) แต่ภรรยาผบ.กลับบอกว่าเซริมเป็นญาติทางฝ่ายสามีตน ทำให้ริซ่าแปลกใจมาก เพราะคิงก์ แบรดเล่ย์เติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในฐานะ หนูทดลอง ของกองทัพ ทำให้แบรดเล่ย์กลายเป็นโฮมุนคูลัส ในที่สุดริซ่าก็เข้าใจความจริงบางอย่างจึงขอตัวกลับทันที...



- แทนที่จะมุ่งกลับบ้าน ริซ่ากลับเดินสำรวจบ้านผบ.สูงสุดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พันเอกบอกว่า ผบ.สูงสุดเติบโตขึ้นเพียงลำพังในฐานะหนูทดลองของกองทัพ...กองทัพเป็นที่ที่เขากลายเป็นโฮมุนคูลัส...ผบ.ไม่มีญาติพี่น้อง....และความรู้สึกนั่น..เราเคยรู้สึกมาก่อน....เด็กคนนั้น !! ทันใดนั้นเซริมก็ปรากฎตัวขึ้นด้านหลังในเงามืดพร้อมกับพูดว่า รู้ความจริงแล้วสินะ....ให้ตายสิ แม่ของฉัน....ปากสว่างจริง ๆ... สีหน้าของเซริมแตกต่างกับเด็กน้อยที่ทักทายริซ่าที่หน้าประตูอย่างสิ้นเชิง แววตาของเซริมเย็นชาและมุ่งร้าย

ฉันรู้สึกแปลก ๆ ตั้งแต่ตอนคุณมายืนข้างหลังแล้ว...ความรู้สึกนั่น...ฉันเคยรู้สึกแบบนั้นมาก่อน...แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน...แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้ว...
....ความรู้สึกนั่นเหมือนกับตอนที่ โฮมุนคูลัส กลัทโทนี่ย์ กระโจนใส่ฉันจากด้านหลัง...
....เซริม แบรดเล่ย์ คุณเป็น ใคร ไม่สิ คุณเป็น อะไร กันแน่..

เซริมยิ้มอย่างเย็นชาแล้วตอบว่า
กล้ามากนะที่ถามถึงร่างจริงของฉัน ร้อยโทฮอว์คอาย
...แล้วเธอก็ฉลาดมากที่ไม่ชักปืนออกมา อาวุธของเธอทำอะไรฉันไม่ได้หรอก และถ้าเธออยู่เฉย ๆ ฉันก็จะไม่ทำร้ายเธอ

ริซ่าเหงื่อออกเต็มหน้าขณะที่สนทนากับเซริม
...งั้นคุณก็เป็นโฮมุนคูลัสเหมือนกลัทโทนี่ย์ใช่ไหม...ไม่สิ..ไม่ใช่...ความรู้สึกกดดันนี่รุนแรงกว่าของกลัทโทนี่ย์เยอะ...

จะว่าไปก็ทั้งถูกแล้วก็ผิด .... ฉันเป็นโฮมุนคูลัสเหมือนกลัทโทนี่ย์ แต่เธอผิดมหันต์เลยที่คิดว่าฉันอยู่ระดับเดียวกับเจ้านั่น...

...ฉันคือ ต้นแบบของโฮมุนคูลัส.....ชื่อของฉันคือ ไพรด์
ขณะที่ไพรด์พูด เงามืดแบบเดียวกับที่กลืนกินทหารที่บริกส์ก็คืบคลานออกมาจากร่างเล็ก ๆ ของโฮมุนคูลัสที่ร้ายกาจที่สุด....

ทางด้านเอ็ด คิมลี่ย์บอกเอ็ดว่าผบ.สูงสุดมอบหมายงาน 3 อย่างให้เอ็ดทำในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุของทางการ ซึ่งงานทั้งสามอย่างจำเป็นต้องร่วมเดินทางไปกับคิมลี่ย์
งานแรกคือ ตามหาสการ์ ... เอ็ดเป็นเพียงผู้ตามหาเท่านั้น ส่วนการสังหารเป็นหน้าที่ของคิมลี่ย์
งานที่สองคือ ตามหามาร์โก ซึ่งน่าจะอยู่กับสการ์ เอ็ดมีหน้าที่ตามหาอย่างเดียวอีกเช่นกัน
และงานชิ้นสุดท้าย คือ ให้เอ็ดบุกยึดบริกส์...ทำให้บริกส์กลายเป็นยอดเขาที่สลักจากเลือด....

คิมลี่ย์มีสีหน้าพึงพอใจ ส่วนเอ็ดตกตะลึงกับคำสั่งสุดท้ายที่ได้รับ....อัลและวินรี่ยังคงตกเป็นตัวประกันอยู่ในเงื้อมมือของแบรดเล่ย์.....

จบแล้ว~

เป็นเอนทรี่ที่อัพได้เร็วเป็นประวัติการณ์จริง ๆ โฮะ โฮะ โฮะ

อ้อ ลืมบอกไปอีกอย่าง คือ เปลี่ยน theme แล้นนน

คราวนี้เป็นเอ็ด รู้สึกสีจะอ่อนไปนิด แต่ส่วนตัวแล้วชอบบลอคสีอ่อน ๆ สบายตาอะ ก็เลยคิดว่าแบบนี้ก็โอละ (ฝีมือโฟโต้ชอปที่ทั้งมั่ว ทั้งเห่ย แบบนี้ ทำได้ขนาดนี้ก็บุญแล้ว เหอเหอ)

พบกันใหม่เอนที่หน้า บายจ้า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เง้อ เมื่อกี๊ผิดพลาดทางเทคนิค เลยลบทิ้งแล้วโพสใหม่ เห็นมีเม้นมา 1 อัน สงสัยจังว่าจะเป็นไง

บังเอิญไม่ได้อ่านง่ะ

#1 By Palm_NoI on 2007-04-12 22:12

มะก่อนนี้ข้าน้อยชอบFMAมากคร่ะ
แต่เด๋วนี้ไม่มีโอกาศได้บ้าแล้ว เพราะคนอื่นเค้าไม่บ้ากันแล้ว
แหะๆ
ชอบนารุโตะแระ
อ๊ายยย ธีมฉวยคร่า~
แวะมาสาดน้ำฮ๊า

#3 By ★`龍Ryuざき~☆ on 2007-04-13 13:03

ริซ่าน่ารักก็น่ารัก ฉลาดก็ฉลาด
สุดยอด!~
ธีมสวยดีนะ เจ๊
สาดน้ำ!!

#4 By Hisukaya on 2007-04-14 17:34

ดีค่าพี่ปาล์ม

ขยันจังอ่ะ หุหุ

ธีมฉวย

อยากใล่มใหม่ออกเร็วๆจังอ่ะ

สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ~

#5 By H ö t ä r ü ~ ♪ on 2007-04-16 17:50

ว๊าย...วินรี่มีใจให้เอ็ดหรือนี่

กลับแต่งฟิคด่วนโลด

รักเอ็ดๆๆๆๆๆๆ ที่สุดเล้ยยยย

#6 By JOZE (chiiyo) on 2007-06-16 01:37

#7 By (58.10.18.175) on 2008-09-16 11:27

รูปเยอะดี ขอบคุนsurprised smile

#8 By Amer (125.26.83.200) on 2008-11-16 08:29

ตอนที่เท่าไหร่เหรอครับ

#9 By Za_Za@hotmail.com (118.172.201.114) on 2009-11-19 22:33